อดีต สว.กทม. ปลุกต่อทวงคืน “ค่าสำรองน้ำมันทิพย์” 34,000 ล.! ถึงเวลาตั้งคลังน้ำมันของคนไทยเอง ซัดหลอกกินฟรีถึงเวลาวิกฤตเงินสำรองไม่ได้ช่วย ปชช. ชี้ ตั้งคลังของรัฐเองซื้อน้ำมันดิบสะสมราคาต่ำได้ 2,800 ล.ลิตร พยุงราคาได้นานหลายเดือนโดยไม่ต้องกู้ พร้อมยกเลิกค่าพรีเมียมเท็จ
วันนี้ (19 เม.ย.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีต สว.กทม. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงเรื่อง ทวงคืน “ค่าสำรองน้ำมันทิพย์” 34,000 ล้าน! ถึงเวลาตั้งคลังน้ำมันของคนไทยเอง
กรณีที่มีการเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกลิตร อ้างการสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงลิตรละ 13 สต.บวกอยู่ในค่าพรีเมียมเท็จที่สมมติว่านำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ (import parity) ซึ่งมีหลักฐานปรากฏในมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) นับตั้งแต่ปี 2561-2569 ประมาณเป็นเงินอย่างต่ำ 34,000 ล้านบาท แต่พอเกิดวิกฤตน้ำมันแพง เงินสำรองน้ำมันกว่า 34,000 ล้านบาทหายวับ ไม่ได้เอามาชดเชยให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันในราคาที่เป็นธรรมแต่อย่างไร เรียกว่าถูกหลอกกินฟรี แบบเดียวกับพรีเมี่ยมเท็จอื่นๆ เช่น ค่าขนส่งเท็จ ค่าประกันภัยเท็จ ค่าสูญเสียระหว่างทางเท็จ ใช่หรือไม่?
ดิฉันเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งคลังสำรองน้ำมันของคนไทยเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในเวลาวิกฤต ไม่ใช่เก็บเป็นเงินใส่กองทุนน้ำมันให้โรงกลั่นกินฟรีอีกต่อไป แต่ยังไม่สามารถคุมเสถียรภาพราคาขายปลีกของน้ำมัน เพื่อไม่ให้กระทบราคาสินค้า และกระทบเศรษฐกิจโดยรวม ที่สำคัญคือต้องไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง คนหาเช้ากินค่ำ เพราะน้ำมันคือต้นทุนทางตรงของภาคการผลิตและการทำมาหากินในชีวิตประจำวันของประชาชน
การมีคลังสำรองน้ำมันของรัฐบาล จะช่วยเป็นเกราะป้องกันการกักตุนและการแสวงหากำไรเกินควรจากลาภลอยของโรงกลั่น และสามารถใช้แทนกองทุนน้ำมันที่ถูกมองว่าเป็นเพียงกล่องมายากลล้วงกระเป๋าเงินผู้ใช้น้ำมันไปชดเชยให้โรงกลั่นที่ได้กำไรบนลาภลอยจากสถานการณ์วิกฤต แทนที่จะช่วยเหลือประชาชนได้จริง
เงินสำรองน้ำมันที่เก็บจากประชาชนผู้ใช้น้ำมันทุกลิตรให้โรงกลั่นไปฟรีๆ ถึง 34,000 ล้านบาท หากเอามาตั้งคลังน้ำมันสำรองของรัฐเอง เงินจำนวนนี้สามารถซื้อน้ำมันดิบสะสมในเวลาที่มีราคาต่ำได้ประมาณ 2,800 ล้านลิตร (คำนวณที่ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ย 60 $/บาร์เรล) ซึ่งจะทำให้ไทยมีคลังสำรองที่ใหญ่พอจะพยุงราคาได้นานหลายเดือนโดยไม่ต้องกู้เงิน และเวลาเกิดวิกฤตน้ำมันแพง รัฐบาลสามารถนำน้ำมันสำรองมาปล่อยให้ประชาชนใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องให้ประชาชนมาควักเงินจ่ายหนี้กองทุนน้ำมันนับแสนล้านแบบเดิมอีก
ขอเสนอต่อรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกุล ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ขอให้มีมติยกเลิกค่าใช้จ่ายทิพย์ ที่เรียกว่า“ค่าพรีเมี่ยม import parity”ที่สมมติว่าน้ำมันสำเร็จรูปนำเข้าจากสิงคโปร์ บวกเพิ่มอยู่ในราคาอิงสิงคโปร์ ที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาประเทศไทยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทย และในค่าพรีเมี่ยมดังกล่าวมีค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคงลิตรละประมาณ 13 สต. รวมอยู่ด้วย
ขอให้ท่านประธาน กพช. มีมติให้ยกเลิกค่าพรีเมี่ยมเท็จนี้ โดยเร็วและเรียกคืนเงินค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง 34,000 ล้านบาท กลับมาเป็นทุนเริ่มต้นในการจัดตั้งคลังน้ำมันสำรองเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของคนไทยอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความมั่นคงแบบหลอกๆ กันอีกต่อไป
การใช้กลไกกู้เงินมาอุดหนุนราคาทำให้กองทุนกลายเป็นหนี้สะสมของประชาชนจำนวนมหาศาล จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “จ่ายเงินทิ้ง” มาเป็นการ “สะสมทรัพย์สินน้ำมัน” เพื่อใช้พยุงราคาในยามวิกฤต และช่วยทลายการผูกขาดเพื่อให้รัฐไทยมีอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุนพลังงานที่มุ่งแต่กอบโกยกำไรสูงสุด
เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงเกินกว่า 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล หรือเกิดภาวะวิกฤต ให้รัฐบาลสั่งระบายน้ำมันสำรองออกสู่ตลาดในราคาต้นทุนจริงเพื่อกดดันราคาหน้าปั๊มได้ทันที
ข้อเสนอนี้หากประชาชนเห็นด้วยว่าเป็นประโยชน์ ช่วยลดราคาน้ำมันแพงในยามวิกฤตได้จริง ขอให้ช่วยกันเผยแพร่เพื่อผลักดันให้รัฐบาลพูดแล้วทำพลัสนำไปปฏิบัติให้เป็นจริงโดยเร่งด่วน


