xs
xsm
sm
md
lg

"เชน-นิกร" ลุยเชียงใหม่เผยนวัตกรรม “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” งานวิจัยมช. ติดตั้งช่วยกลุ่มเปราะบาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ยศชนัน-นิกร” ลงพื้นที่เชียงใหม่ เผยโฉมนวัตกรรม “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” งานวิจัยคนไทย โดย มช. สั่งเดินหน้าติดตั้งช่วยกลุ่มเปราะบาง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ สู้ภัย PM 2.5

วันนี้ (18เม.ย.) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นำคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารท้องถิ่น และ นายก อบจ.เชียงใหม่ รวมถึงผู้สมัคร สส.เชียงใหม่ ของพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่เปิดตัวและเดินเครื่องติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง และเมื่อ นายยศชนัน เดินทางมาถึง พบว่ามีเจ้าหน้าที่กระทรวงได้ขอเซลฟีถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเองอยู่เป็นระยะๆ

ก่อนตรวจเยี่ยม นายยศชนัน ได้หยิบเครื่องวัดฝุ่นพกพาขึ้นมาตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคารด้วยตนเอง พบค่าฝุ่นพุ่งสูงถึง 150-180 ไมโครกรัม/ลบ.ม. ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมย้ำว่าสถานการณ์นี้รอไม่ได้ต้องลงมือแก้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที

ทั้งนี้ นายยศชนัน เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนานคือระยะสั้น นำเทคโนโลยีฝีมือคนไทยมาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด โดย “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยของ มช. นำโดย ศ.ปฏิบัติ ดร.เศรษฐ์ สัมภัตตะกุล ผู้อำนวยการ UNISERV และหัวหน้าศูนย์ CCDC ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบความดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับ เครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ซึ่งจะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และเก็บกวาดฝุ่นภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชนผลิต-ซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่

สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ deep tech มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ โดยเฟสแรก จะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมเป้าหมายระยะถัดไปขยายสู่ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ คณะยังได้เดินทางไปยังสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อ.แม่ริม เพื่อประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ
ระหว่างการประชุม นายยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า "Made in Chiang Mai" ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่นเรื่องห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูกเพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางในการช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที

นอกจากนี้ยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. เพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ภาครัฐมีความยินดีที่จะเร่งผลักดันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนและคลอดออกมาให้เร็วที่สุด แต่ในระหว่างที่รอข้อกฎหมาย ทุกหน่วยงานสามารถเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ

ด้านนายนิกร กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวง พม. ที่ต้องเร่งคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านการขยายผล ‘ห้องปลอดฝุ่น’ ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะใน 8 จังหวัดภาคเหนือที่มีความต้องการเร่งด่วน (Quick Win) รวม 83 แห่ง ซึ่ง พม. จะบูรณาการร่วมกับกระทรวง อว. เพื่อนำนวัตกรรมมาสร้างพื้นที่ปลอดภัย พร้อมจัดทีมหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ลงพื้นที่ห่างไกล และมีแผนขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน