“ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย” หนึ่งในทีมที่ปรึกษา “ศุภจี” ขี้มาตรการควบคุมราคาสินค้าไม่ใช่หน้าที่ที่กระทรวงพาณิชย์ควรทำ เพราะคุมไม่ได้จริง ระยะยาวจะทำให้เกิดผลตรงข้าม ของยิ่งแพงและขาดแคลนมากขึ้น
วันนี้(18 เม.ย.) นายณัฐ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ Technology Excellence Expert ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หนึ่งในทีมที่ปรึกษาของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ณัฐมาคุย แสดงความคิดเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับมาตรการควบคุมราคาสินค้าโดยกระทรวงพาณิชย์ ว่า ไม่เป็นหน้าที่ที่ควรทำ ทำไปก็ล้มเหลว คุมราคาไม่ได้จริง ในระยะยาวยังก่อให้เกิดผลตรงข้ามแทน คือ ของยิ่งแพง และขาดแคลนมากขึ้น
วันนี้ (18 เม.ย.) นายณัฐ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยผู้จัดการ Technology Excellence Expert ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และหนึ่งในทีมที่ปรึกษาของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ โดยระบุว่า การควบคุมราคาถือเป็น “ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้” ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม
นายณัฐระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันเผชิญแรงกระแทกทั้งด้านอุปทาน (supply shock) และโลจิสติกส์ (logistic shock) ส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและเกิดภาวะขาดแคลน โดยเปรียบเทียบว่าเสมือนเศรษฐกิจที่เคยขับเคลื่อนด้วยน้ำมัน กลับถูกทรายเข้ามาอุดตัน
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า บทบาทของกระทรวงพาณิชย์ไทยที่เน้นการควบคุมราคาสินค้า เป็นสิ่งที่แตกต่างจากหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งแทบไม่มีการกำหนดบทบาทในการควบคุมราคาสินค้าโดยตรง เนื่องจากในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้จริง
นายณัฐยกตัวอย่างหลายประเทศที่เคยดำเนินนโยบายควบคุมราคาอย่างเข้มงวด เช่น อาร์เจนตินา เวเนซุเอลา ศรีลังกา และซิมบับเว ซึ่งล้วนประสบปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงในเวลาต่อมา โดยให้เหตุผลว่า การจำกัดราคาในระบบทุนนิยมจะบิดเบือนกลไกตลาด ทำให้แรงจูงใจในการผลิตและการแข่งขันลดลง ส่งผลให้สินค้าแพงขึ้นและขาดแคลนมากขึ้นในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังยกกรณีการควบคุมราคาหน้ากากอนามัยในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวอย่างที่สะท้อนความล้มเหลวของมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้ นายณัฐระบุว่า ในต่างประเทศ โดยเฉพาะชาติตะวันตก มักปล่อยให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกอุปสงค์และอุปทาน (Demand & Supply) พร้อมใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-trust Laws) และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อป้องกันการเอาเปรียบจากภาคธุรกิจ
สำหรับบทบาทหลักของกระทรวงพาณิชย์ในหลายประเทศ มักมุ่งเน้นด้านการจดทะเบียนธุรกิจ การดูแลทรัพย์สินทางปัญญา การส่งเสริมการส่งออก และการจัดเก็บข้อมูลเศรษฐกิจ มากกว่าการแทรกแซงราคาสินค้าโดยตรง
อย่างไรก็ตาม นายณัฐย้ำว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าที่เหมาะสม ควรมุ่งส่งเสริมการแข่งขัน ลดการผูกขาด ป้องกันการกักตุนสินค้า และเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจสามารถปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
รายละเอียดข้อความในเฟซบุ๊ก ณัฐมาคุย
The Impossible Task
เขียนเรื่องนี้ อาจจะทัวร์ลง แต่ผมว่า เราควรมองโลกจากเลนส์ที่ถูกต้อง ไม่ใส่สีใส่ไข่ และขอออกตัวว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้เอาไปทำเป็นนโยบายใดๆ ครับ
ก่อนอื่น ผมขออนุญาตเล่าว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นนานแล้ว ครั้งใหญ่ล่าสุดคือในช่วงปึ 1970 อาจจะมีครั้งยิบๆ ย่อยๆ บ้างก็ตาม เช่น ช่วงสงครามยูเครน แต่เป็นเพียงช่วงสั้นๆ แต่รอบนี้ดีไม่ดีหนักกว่ารอบอื่นๆ เพราะมันมีทั้ง supply shock มีทั้ง logistic shock ทำให้โลกที่มีน้ำมันเป็นตัวหล่อลื่นเศรษฐกิจ อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีทรายเข้ามาอุด น้ำมันก็หาย ราคาข้าวของแพงขึ้น ของขาด น้ำมันขาด
อันนี้ผมรู้ว่าทัวร์อาจจะลง แต่ขอเล่าว่า บทบาทกระทรวงพาณิชย์เนี่ยเป็นเรื่องที่ผมสงสัยมาตั้งแต่ผมเป็นเด็กแล้ว โดยเฉพาะเวลาติดตามข่าวต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ของเรามีหน้าที่แปลกๆ อย่างประเทศไทยเรา นั่นคือการควบคุมราคาสินค้า และดูเหมือนจะทำจริงจังด้วย แต่แทบไม่มีประเทศไหน โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ประเทศข้างๆ เรา ที่ประกาศตัวเองว่ามีบทบาทในการควบคุมราคาสินค้าเหมือนเรา
สาเหตุที่คนอื่นเค้าไม่ทำกัน เพราะมันทำไม่ได้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในโลกของทุนนิยม และประเทศที่้เคยทำจริงจังก็เละไปหมดแล้ว เช่น อาร์เจนติน่า (Precios cuidados ช่วงประธานาธิบดี Cristina Fernández de Kirchner) เวเนซุเอลา (ช่วงประธานาธิบดี Maduro) ศรีลังกา (Maximum Retail Price ในช่วงปี 2021) ซิมบับเว่ (ในข่วงปี 2001, 2007, 2017)
ถ้าถามว่าทำไมทำแล้วล้มเหลว เพราะในระบบทุนนิยมนั้น การจำกัดราคา มันทำให้กลไกทางราคาที่ทำให้แรงจูงใจในการขยายกำลังการผลิต และเพิ่มการแข่งขันมันหายไป
ในระยะยาว การควบคุมราคายิ่งทำให้ของแพงขึ้น และขาดแคลนมากขึ้นไปอีก แถมยังทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้ามากขึ้นอีกด้วย
ตัวอย่างที่ดีที่สุด คือ การพยายามควบคุมราคาหน้ากากอนามัยในช่วงโควิด ถ้าใครจำสถานการณ์กันได้ คงจำกันได้ ว่ามันล้มเหลวขนาดไหน
ดังนั้นในต่างประเทศ (โดยเฉพาะชาติตะวันตก): กระทรวงพาณิชย์ของเขา "แทบจะไม่ลงมาคุมราคาสินค้ารายตัว" แบบประเทศไทยครับ เขาปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี (Demand & Supply) แต่จะใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-trust Laws) และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาดูแลแทน เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทยักษ์ใหญ่ฮั้วประมูลหรือเอาเปรียบประชาชน
ดังนั้น ถ้าลองหาข้อมูลดู จะพบว่า แม้จะมีจุดต่าง แต่ฟังก์ชันพื้นฐานของกระทรวงพาณิชย์ที่มักจะเหมือนกันทั่วโลก ได้แก่:
- การจดทะเบียนธุรกิจและนิติบุคคล: การตั้งบริษัท การดูแลข้อมูลนิติบุคคล (คล้ายกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD ของไทย)
-การดูแลทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property): การจดสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ต่างๆ (เช่น USPTO ของอเมริกา)
- การส่งเสริมการส่งออก (Export Promotion): การหาตลาดใหม่ๆ ให้กับสินค้าของประเทศ การจัดงานแสดงสินค้า และการสร้างแบรนด์ของประเทศในเวทีโลก
- การเก็บข้อมูลสถิติ (Census) และการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง (Export Control)
ส่วนตัวแล้ว ผมจึงเชื่อว่า การควบคุมราคา หรือทำให้ของไม่แพง จึง
1. ไม่เป็นหน้าที่ที่ควรทำ
2. ทำไปก็ล้มเหลว คุมราคาไม่ได้จริง
3. แถมระยะยาว ยังก่อให้เกิดผลตรงข้ามแทน คือ ของยิ่งแพง และขาดแคลนมากขึ้น
หน้าที่หลักควรส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน ลดการผูกขาด ป้องกันการกัดตุน ทำให้เกิด agility และ resilience ในการปรับตัว สามารถเพิ่มลด และปรับเปลี่ยนการผลิตได้ง่าย และรวดเร็ว
———
สำหรับคนที่อ่านเกิน 8 บรรทัด
ในวงการวิชาการเศรษฐศาสตร์ เรื่อง "การควบคุมราคา" (Price Controls) ทั้งการกำหนดเพดานราคา (Price Ceiling) ไม่ให้แพงเกินไป และการกำหนดราคาขั้นต่ำ (Price Floor) ไม่ให้ถูกเกินไป เป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการศึกษาวิจัยและมี "ฉันทามติ (Consensus)" ตรงกันมากที่สุดในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลก แม้จะมักเห็นไม่ตรงกันในเรื่องอื่นๆ ครับ
งานวิจัยและกรณีศึกษาทางประวัติศาสตร์แทบทั้งหมดชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ในระยะยาว การควบคุมราคามักจะ "ล้มเหลว" และสร้างผลเสียที่ซับซ้อนกว่าความตั้งใจดีในตอนแรกเสมอ นี่คือกลไกความล้มเหลวและข้อค้นพบจากงานวิจัยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหลายประเทศครับ
1. ปัญหาการขาดแคลนสินค้า (Shortages)
เมื่อรัฐบาลกำหนด "เพดานราคา" ต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นตามกลไกตลาด (Equilibrium Price) สิ่งที่ตามมาคือ
• ความต้องการซื้อ (Demand) สูงขึ้น: เพราะของราคาถูกลง คนจึงอยากตุนหรือซื้อมากขึ้น
• ความต้องการขาย (Supply) ลดลง: ผู้ผลิตหรือเกษตรกรได้กำไรน้อยลงจนไม่คุ้มทุน จึงลดกำลังการผลิต เลิกผลิต หรือหันไปผลิตสินค้าตัวอื่นที่รัฐไม่ได้ควบคุมแทน
• ผลลัพธ์: ของขาดตลาด (Shortage) ผู้บริโภคมีเงินแต่หาซื้อของไม่ได้ ซึ่งเรามักจะเห็นภาพชั้นวางสินค้าว่างเปล่าในประเทศที่คุมราคาสินค้าอย่างเข้มงวด
2. การเกิดตลาดมืด (Black Markets)
งานวิจัยประวัติศาสตร์เศรษฐกิจชี้ว่า เมื่อสินค้าขาดตลาดจากข้อ 1 จะเกิด "ตลาดมืด" ขึ้นทันที ผู้ผลิตจะแอบเอาสินค้าไปขายหลังร้านในราคาที่ "แพงกว่าราคาตลาดปกติ" ให้กับคนที่ยอมจ่ายเพื่อลัดคิว ผลคือคนรวยหรือคนมีเส้นสายยังคงหาซื้อสินค้าได้ แต่คนรากหญ้าที่รัฐตั้งใจจะช่วยเหลือกลับเข้าไม่ถึงสินค้า หรือต้องไปซื้อในตลาดมืดที่แพงกว่าเดิม
3. การลดคุณภาพและลดปริมาณ (Quality Degradation & Shrinkflation)
เมื่อผู้ผลิตถูกบีบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ห้ามขึ้นราคา สิ่งที่ผู้ผลิตทำเพื่อเอาตัวรอด (ซึ่งงานวิจัยด้านพฤติกรรมองค์กรพบเห็นเสมอ) คือ:
- ลดปริมาณ (Shrinkflation): ขายราคาเดิม แต่น้ำหนักหรือเมื่อผู้ผลิตถูกบีบด้วยต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ห้ามขึ้นราคา
- ลดคุณภาพ: ใช้วัตถุดิบเกรดต่ำลง ลดมาตรฐานการบริการ หรือตัดต้นทุนด้านความปลอดภัย
4. การบิดเบือนการลงทุนในระยะยาว (Resource Misallocation)
เมื่อรัฐเข้าไปแทรกแซงราคา มันคือการ "ทำลายสัญญาณเตือน" ของระบบเศรษฐกิจ
- ถ้าราคาสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งตกต่ำตามธรรมชาติ มันคือสัญญาณบอกว่าตลาดล้น ให้เกษตรกรไปปลูกอย่างอื่น แต่ถ้ารัฐเข้าไป "ประกันราคาขั้นต่ำ" เกษตรกรก็จะยิ่งแห่กันปลูกสิ่งนั้นจนล้นตลาดหนักกว่าเดิม รัฐก็ต้องเอาภาษีไปอุดหนุนไม่รู้จบ (เช่น กรณีจำนำข้าว หรือประกันราคายางพารา)
- นักลงทุนต่างชาติหรือบริษัทในประเทศก็จะไม่กล้าลงทุนในอุตสาหกรรมที่รัฐบาลชอบเข้ามาแทรกแซงราคา เพราะประเมินความเสี่ยงและกำไรได้ยาก


