xs
xsm
sm
md
lg

เขมรเริ่มอาการแย่ แต่ไว้ใจไม่ได้ !!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - ฮุน มาเนต
เมืองไทย 360 องศา

เวลานี้เริ่มเห็นอาการชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทางการกัมพูชาว่า “เริ่มแย่” แบบเห็นชัด โดยเฉพาะในเรื่องปัญหาเศรษฐกิจในฐานะประเทศที่ต้องพึ่งพาภายนอกในแทบทุกเรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตพลังงานโลก ก็เหมือนกับว่าปัญหายิ่งรุมเร้าและหนักหนาสาหัสลงเรื่อยๆ และอย่าได้แปลกใจที่ในระยะหลังจะได้เห็นสัญญาณการขอเจรจากับไทยเพื่อขอเปิดด่านชายแดนและการปรับสัมพันธ์กันใหม่

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวส่งสัญญาณ ว่าเขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองประเทศเพื่อนบ้านจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างรวดเร็วและด้วยความจริงใจ

“นี่จะเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืนที่จะทำให้ประชาชนของเราที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนร่วมกันสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุข กัมพูชาพร้อมอย่างเต็มที่” ฮุน มาเนต กล่าว และยังเรียกร้องเร่งรัดให้มีการเจรจาปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาโดยเร็ว

หรือแม้แต่ก่อนหน้านี้ นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ก็แสดงท่าทีอ่อนข้อโดยระยะหลังหากสังเกตจะไม่ได้เห็นการเคลื่อนไหวผ่านทางโซเชียล เรียกว่าแทบจะเงียบไปเลย โดยเฉพาะการวิจารณ์เกี่ยวกับไทย และล่าสุดกลับมีรายงานว่าเขาแสดงท่าทีเสียใจ กับการที่ “ปล่อยคลิปอังเคิล” ออกมา

อย่างไรก็ดี นาทีนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากฝ่ายไทย โดยเฉพาะจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีกัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดน จ.ตราด และ จ.จันทบุรี ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่ายังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

หากกัมพูชาจะมีการประสานมาจะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ ยังไม่มีการพูดคุยถึงจุดนั้น

ด้าน พลเรือเอกไพโรจน์ เพื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้เดินทางลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ตรวจความพร้อมกำลังพล กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรักษาอธิปไตยของชาติ บริเวณชายแดรด้านตะวันออก โดยมี พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชากากองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด รวมถึงผู้บังคับบัญชาและกำลังพล ให้การต้อนรับ

โดยผู้บัญชาการทหารเรือ ยืนยันนโยบายด้านความมั่นคงชายแดนอย่างชัดเจนว่า ยังไม่มีการเปิดด่านชายแดนอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่เห็นว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมระบุว่าการพิจารณาใดๆ จะต้องเริ่มจากกระทรวงการต่างประเทศก่อนเข้าสู่การปฏิบัติ

และ กองทัพเรือ ยังคงวางกำลังตามแนวชายแดนที่มีข้อตกลงไว้เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2568 ที่ผ่านมาที่ย้ำหนักแน่นว่า “อยู่ตรงไหน อยู่ตรงนั้น” และจะไม่มีการถอนกำลังหรือถอยออกจากพื้นที่โดยเด็ดขาด

ผู้บัญชาการทหารเรือ ยังฝากถึงประชาชน ว่า กองทัพเรือ ให้ความสำคัญต่อเสียงสะท้อนและความห่วงใยของประชาชนมาโดยตลอด และได้นำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความภาคภูมิใจให้กับประเทศ และ กองทัพเรือ จะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง

ที่สำคัญ จะไม่ยอมอ่อนข้อหรือปฏิบัติตามข้อเสนอใดๆ จากฝ่ายกัมพูชา ทั้งในประเด็นการเปิดด่าน หรือ การกระทำที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดน รวมทั้งจะจะเพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดน การหลีกเลี่ยงภาษี และอาชญากรรมทุกรูปแบบ ทั้งทางบกและทางทะเลในพื้นที่รับผิดชอบ

“ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า กองทัพเรือจะดำเนินภารกิจเพื่อประเทศชาติเป็นสำคัญ และยืนหยัดรักษาความมั่นคงของชาติอย่างไม่ลดละต่อไป” ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าว

แน่นอนว่า เมื่อเจอกับท่าทีแข็งกร้าวของฝ่ายไทยแบบนี้ก็ย่อมทำให้ฝ่ายกัมพูชาต้องแก้เกี้ยว ย้ำว่าข้อเสนอให้มีการเจรจาที่มาจากฝ่ายกัมพูชานั้นเป็นเรื่องไม่จริงหรือเป็น “เฟกนิวส์”

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาได้ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อกล่าวอ้างที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อไทยบางสำนักว่ากัมพูชาได้ร้องขอให้เปิดด่านพรมแดน เพื่อขนส่งสินค้าฉุกเฉิน โดยระบุว่ารายงานเหล่านั้นเป็นเท็จและทำให้เกิดความเข้าใจ

ในคำแถลงที่ออกเมื่อบ่ายวันพุธ (15 เม.ย.) โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความผิดหวังต่อการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยกล่าวหาว่ามีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนในประเทศและต่างประเทศเข้าใจผิด

โฆษกกระทรวงฯ ได้ชี้แจงว่ากัมพูชาไม่ได้ร้องขอเช่นนั้น และเน้นย้ำว่าการปิดด่านพรมแดน เป็นการตัดสินใจฝ่ายเดียวของไทย ดังนั้นความรับผิดชอบในการเปิดด่านจึงอยู่ที่ฝ่ายไทย

กระทรวงกลาโหม ยังยืนยันว่ากัมพูชายังคงพร้อมที่จะตอบสนองอย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้ประชาชนเฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหลอกลวงด้วยรายงานเท็จหรือรายงานที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาจากสถานการณ์จริงแล้วถือว่า ฝ่ายกัมพูชาอาการสาหัสมากขึ้นเรื่อยๆ หากมองจากข้อเท็จจริง จากการเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาภายนอกในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องพลังงานที่ต้องนำเข้าทั้งหมด ปัญหาจากเรื่อง “ศูนย์กลางความหลอกลวง” หรือ “สแกมเมอร์” และแหล่งอาชญากรรม ทำให้เสียชื่อเสียงไปทั่วโลก ส่งผลกระทบด้านการท่องเที่ยวอย่างหนัก หรือแม้แต่ธุรกิจเสื้อผ้าส่งออก ที่ส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดเป็นบริษัทต่างชาติ ที่ใช้กัมพูชาเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐและยุโรป กำลังเจอกับปัญหาในเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และที่สำคัญ เมื่อเปิดปัญหาสู้รบกับไทย ทำให้ต้องปิดชายแดน แรงงานต้องกลับบ้านนับล้านคน ซึ่งความขัดแย้งกับไทย ย่อมส่งผลกระทบกับกัมพูชาอย่างหนัก

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการปิดชายแดน ย่อมส่งผลกระทบกับฝ่ายไทยไม่น้อยเหมือนกัน แต่สำหรับไทยแล้ว มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่า และสามารถสร้างเศรษฐกิจได้หลายทาง และไม่ใช่ฝ่ายพึ่งพากัมพูชา ทำให้เราไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ผิดกับกัมพูชา ที่ใช้วิธีสร้าง “กระแสชาตินิยม” เพื่อรักษาความนิยม รักษาอำนาจให้กับ “ตระกูลฮุน” ในเวลานี้กำลังส่งผลกระทบย้อนกลับในแบบที่คาดไม่ถึง หลังจากที่ฝ่ายไทย “เอาจริง” หลังการปะทะในรอบที่สอง สามารถยึดคืนดินแดนกลับมาได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในพื้นที่จุดยุทธศาสตร์สำคัญ สิ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลสะเทือนทางการเมืองในกัมพูชาอย่างหนัก

จากรายงานข่าวเลขนักท่องเที่ยว “นครวัด” ในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวลดลงกว่าร้อยละ 30 จากเดิมในช่วงเดียวกัน เคยมีนักท่องเที่ยวมาเป็นแสนคน ตอนนี้เหลือไม่กี่หมื่นคนเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อพิจารณาตามรูปการณ์แล้วนาทีนี้ถือว่ากัมพูชาอาการสาหัส จากปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาภายนอกเป็นส่วนใหญ่ และอย่าได้แปลกใจที่เริ่มมีท่าทีอ่อนลงกับไทย และพยายามตื้อขอเจรจา เพียงแต่ว่าเมื่อเจอท่าทีแข็งกร้าวจากฝ่ายไทยที่ยังไม่ไว้วางใจ และชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่ยอมให้เจรจาปรับความสัมพันธ์ในระยะอันใกล้ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาต้องรีบกลับลำใหม่ ซึ่งก็เป็นนิสัยดั้งเดิมที่ “ไว้ใจไม่ได้” และเมื่อยังไว้ใจไม่ได้ ก็ต่างคนต่างอยู่ไปก่อนนั่นแหละดีที่สุด !!