xs
xsm
sm
md
lg

"มาร์ค" ชี้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นผิดจังหวะซ้ำเติมศก. แนะลดภาษีสรรพสามิต-ทบทวนค่าการกลั่น-ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อภิสิทธิ์ ” ตั้งคำถามรัฐบาลเข็น “คนละครึ่งพลัส” รับมือวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงาน ชี้หากกระตุ้นอุปสงค์ผิดจังหวะอาจซ้ำเติมเงินเฟ้อและเศรษฐกิจฝืด พร้อมเสนอให้ลดภาษีสรรพสามิต-ทบทวนค่าการกลั่น-พุ่งเป้าช่วยกลุ่มเปราะบางแทน

วันนี้ (16เม.ย.2569 ) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาลว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเงื่อนไขที่ชัดเจน ว่าจะเปลี่ยนแปลงจากเดิมหรือมีรูปแบบอย่างไร แต่สิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้ก่อนคือ ยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตต้นทุนในเวลานี้ต้องการเดินไปในทิศทางใด รวมถึงจะใช้งบประมาณจากส่วนใด เพราะสุดท้ายรัฐบาลน่าจะต้องดำเนินการผ่านกฎหมายโอนงบประมาณ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การใช้เงินภาครัฐต้องแยกให้ชัดว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเป็นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประคับประคองให้อยู่รอด รวมถึงสวัสดิการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ได้อธิบายภาพรวมในเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอมาโดยตลอดคือ การบริหารวิกฤตที่ดีที่สุดต้องมุ่งลดต้นทุนให้ประชาชนและผู้ประกอบการ เพราะไทยกำลังกังวลภาวะ “stagflation” หรือเงินเฟ้อสูงควบคู่เศรษฐกิจชะลอตัว หากใช้มาตรการกระตุ้นด้านอุปสงค์ผิดจังหวะ เมื่อกระตุ้นสำเร็จราคาสินค้าอาจยิ่งแพงขึ้น แต่หากกระตุ้นไม่สำเร็จเศรษฐกิจก็จะยิ่งฝืดเคือง ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการลดต้นทุน เพราะช่วยทั้งเพิ่มกำลังซื้อและลดแรงกดดันจากเงินเฟ้อ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มาตรการที่ทำได้ง่าย ตรง และเร็วที่สุดคือการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นการลดต้นทุนที่ประเมินผลได้ชัดเจน ขณะเดียวกันรัฐบาลยังสามารถทบทวนการเจรจากับโรงกลั่นน้ำมัน รวมถึงสูตรการคำนวณค่าไฟฟ้าได้ด้วย เพราะในภาวะที่ราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ส่วนต่างกำไรของโรงไฟฟ้าก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน จึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในแนวทางใดกันแน่ ระหว่างการขอให้ประชาชนประหยัด หรือการออกมาตรการกระตุ้นให้ใช้จ่าย

นายอภิสิทธิ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” โดยหลักการนั้น ผู้ที่จะใช้สิทธิได้ต้องมีเงินของตัวเองอยู่ก่อนครึ่งหนึ่ง จึงอาจจำกัดกลุ่มเป้าหมายโดยปริยาย และต้องพิจารณาให้รอบคอบว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากน้อยเพียงใด หากจะใช้การจ่ายเงินช่วยเหลือ ก็ควรพุ่งเป้าไปยังกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เช่น ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ที่มีต้นทุนเกี่ยวข้องกับพลังงานสูง ซึ่งจะทำให้การใช้งบประมาณคุ้มค่ากว่า

สำหรับมาตรการช่วยเหลือที่รัฐบาลออกมาเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ หรือมาตรการช่วยเหลือรถโดยสารต่างๆ ยังมีคำถามเรื่องความเหมาะสมของวงเงินกับจำนวนคนที่ได้รับผลกระทบ เพราะหลายมาตรการครอบคลุมประชาชนจำนวนน้อยมาก โดยเฉพาะแนวทางลักษณะ “ธงฟ้า” ที่ตนมองว่าคนที่จะต้องเข้าโครงการน่าจะมีจำนวนมากกว่างบที่มีอยู่ จึงต้องรอดูว่ารัฐบาลจะบริหารจัดการอย่างไร และอาจต้องมีการลงทะเบียนใหม่ด้วย

ในส่วนของภาคขนส่งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รูปแบบการช่วยเหลือที่จ่ายเงินให้รถที่มีระบบตรวจจับ GPS และแบ่งตามขนาดรถ หากเทียบเป็นสัดส่วนแล้วถือว่ายังน้อยเกินไป โดยภาพรวมไทยยังใช้เงินรับมือวิกฤตน้อยมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ออกมาตรการช่วยเหลืออย่างจริงจัง แต่หากรัฐบาลจะอ้างว่าเงินมีจำกัด ก็ยิ่งต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ มองว่า การที่รัฐบาลจะใช้ “คนละครึ่งพลัส” เป็นมาตรการหลัก อาจเพราะต้องการผลทางการเมืองจากนโยบายเรือธงลักษณะนี้ แต่ก็ยังต้องรอดูว่าจะสามารถปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้มากน้อยเพียงใด พร้อมย้อนถึงคำชี้แจงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ระบุว่าไม่ต้องการใช้การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเร็วเกินไป เพราะอยากเก็บไว้เป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” และกังวลว่าจะกระทบรายได้รัฐสำหรับใช้จ่ายด้านสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่า เหตุใดรัฐบาลจึงเจาะจงเฉพาะภาษีสรรพสามิต ทั้งที่ยังสามารถตัดลดรายจ่ายด้านอื่นได้อีกมาก พร้อมย้ำว่าประเด็นสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ ไม่ใช่ยึดติดว่าหากลดภาษีส่วนนี้แล้วจะไม่มีเงินใช้จ่ายในด้านอื่น

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้ประเด็นค่าการกลั่นน้ำมันล่าช้า ทั้งที่ควรพิจารณารูปแบบการจัดเก็บเป็นค่าธรรมเนียมพิเศษหรือภาษีลาภลอย ซึ่งจะทำให้รัฐเก็บส่วนต่างได้สอดคล้องกับสถานการณ์มากกว่า และหากติดขัดเรื่องกฎหมาย รัฐบาลก็สามารถใช้พระราชกำหนดได้เช่นกัน โดยยอมรับว่าภาษีลาภลอยต้องกำหนดกติกาให้ชัด เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลเก็บต่อเนื่องเกินกว่าสถานการณ์จำเป็น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลยังไม่ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลว่า ตนไม่ทราบว่า “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่รัฐบาลพูดถึงจะถูกนำมาใช้เมื่อใด ทั้งที่สามารถทำได้ทันที เพราะเป้าหมายสำคัญคือต้องไม่ปล่อยให้ต้นทุนและราคาสินค้าพุ่งขึ้นจนทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคอยู่ไม่ได้ โดยขณะนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มขาดทุนแล้ว แม้ยังพยายามประคองตัว ขณะที่การตรึงราคาผ่านกองทุนน้ำมันในช่วง 15 วันที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ตามมาด้วยมาตรการพุ่งเป้าที่เพียงพอ ทำให้ราคาสินค้าทยอยสูงขึ้นอยู่ดี

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับลดลง แต่ราคาน้ำมันในประเทศยังไม่ลดตามนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เข้าใจได้ว่ารัฐบาลต้องการจำกัดภาระกองทุนน้ำมัน เพราะสถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็ยังสงสัยว่าทำไมรัฐบาลจึงตอบสนองต่อราคาน้ำมันดิบได้รวดเร็ว ขณะที่มาตรการจัดเก็บค่าการกลั่นกลับยังไม่ถูกนำมาใช้

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปรียบวิกฤติครั้งนี้กับวิกฤตต้มยำกุ้งว่า ตนเห็นว่าไม่ตรงกันเสียทีเดียว เพราะในปี 2540 ปัญหาหลักคือหนี้ต่างประเทศและความเชื่อมั่น ทำให้เงินทุนไหลออกและชนชั้นกลางได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขณะที่วิกฤติครั้งนี้เป็นปัญหาต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันจากปัจจัยภายนอก จึงกระทบกำลังซื้อของประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่วิกฤติการเงินในความหมายเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า หากสถานการณ์เลวร้ายที่สุด อาจทำให้หนี้รัฐบาลเพิ่มขึ้นมาก แต่หนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นหนี้ในประเทศ จึงยังไม่ใช่ภาพเดียวกับต้มยำกุ้ง และหากรัฐบาลจำเป็นต้องขยับกรอบหนี้สาธารณะ ตนก็ไม่ขัดข้อง เพียงแต่ต้องมีแผนชัดเจนว่าในอนาคตจะปรับลดลงอย่างไร

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงคำให้สัมภาษณ์ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เกี่ยวกับความสามารถในการบริหารคน ว่า โจทย์ของภาครัฐแตกต่างจากภาคเอกชนอย่างสิ้นเชิง เพราะภาคเอกชนมีเป้าหมายเรื่องกำไรสูงสุดเป็นหลัก แต่การบริหารประเทศมีหลายเป้าหมายและหลายมิติที่ต้องประสานกัน ระหว่างกระทรวงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์ เกษตรฯ หรือคลัง ซึ่งสุดท้ายผู้ที่จะกำหนดทิศทางและบูรณาการการทำงานได้จริง คือนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีในคลัสเตอร์ที่กำกับงาน

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า ต่อให้รัฐมนตรีแต่ละกระทรวงมีความสามารถสูง แต่หากไม่รู้ว่ากระทรวงอื่นกำลังทำอะไร หรือควรช่วยประสานกันอย่างไร ก็ยากจะแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมยกตัวอย่างกรณีในสหภาพยุโรปที่หลายครั้งนโยบายเกษตรและพาณิชย์ไม่สอดรับกัน จนต้องอาศัยผู้นำรัฐบาลเข้ามาคลี่คลาย