xs
xsm
sm
md
lg

“มาร์ค” จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน-งัด “ภาษีลาภลอย” จัดการโรงกลั่น แนะเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน-งัด “ภาษีลาภลอย” จัดการโรงกลั่น แนะนายกฯ เลิกบริหารประเทศแบบบริษัท ชี้ อายุขัย รบ.ไม่ได้อยู่ที่เสียง ทุจริตปัจจัยทำให้ล้มเร็วที่สุด รวมถึงคดี

วันนี้ (15 เม.ย.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป
.
นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาท สูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ
.
อดีตนายกฯ เสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต
.
พร้อมกันนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวน “สูตรการรับซื้อไฟฟ้า” ที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน
.
นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ
.
ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า
.
อดีตนายกฯ ยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า ปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน“” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียว คือ กำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ
.
แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง
.
สำหรับประเด็นการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงถึงกรณีการลาออกของอดีตรองหัวหน้าพรรค (นายวีระพงษ์) เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ว่า เป็นการจากกันด้วยดี เพื่อให้การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเดินหน้าได้โดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง
.
ส่วนข้อวิเคราะห์เรื่องอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์ มองว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภา แต่อยู่ที่ผลงานการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน และปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุด คือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” รวมถึงความกังวลเรื่องคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งหากรัฐบาลประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมตัวเองได้