xs
xsm
sm
md
lg

ไทยเสี่ยงวิกฤตซ้อนวิกฤต มรสุมเศรษฐกิจลากยาว!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ - อนุทิน ชาญวีรกูล
เมืองไทย 360 องศา

รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กำลังเจอมรสุมครั้งสำคัญและหนักหน่วงที่สุด โดยเฉพาะ “มรสุมเศรษฐกิจ”ที่กำลังจะเห็นในอีกไม่ช้านี้ อย่างน้อยก็หลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว และสิ่งที่เห็นชัดก็คือ การเจรจาหยุดยิง และสันติภาพถาวรระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน ที่มีปากีสถานเป็นคนกลางที่กรุงอิสลามาบัด เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ทำให้การประชุมล่มลง และต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน ทำให้โลกกลับตึงเครียดกันอีกครั้ง

แม้ว่าช่วงเวลาหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐอเมริกา เป็นเวลา 2 สัปดาห์ยังมีผลใช้บังคับอยู่ก็ตาม แต่ในเมื่อการเจรจาทั้งสองฝ่ายล่มลง มันก็ไม่มีหลักประกันว่าสงครามจะกลับมาอีก หรือจะรุนแรงยืดเยื้อกว่าเดิมหรือไม่ เอาเป็นว่าภายในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้านี้ให้รอลุ้นก็แล้วกันว่าโลกจะไปทางไหน

แต่สำหรับประเทศไทยหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ช่องแคบฮอร์มุซ ยังถูกปิด หรือไม่ปลอดภัยแบบนี้มันก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤต ที่เรียกว่า “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ขึ้นมาได้ เหมือนกับที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” เคยแถลงเอาไว้ก่อนที่ประกาศมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจออกมาหลายอย่าง โดยเขาให้เหตุผลเพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ขึ้นมาในอนาคต

โดยเมื่อวันที่ 12 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ประกาศมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากชนะการการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ครอบคลุมหลายกลุ่มดังนี้

กลุ่มเปราะบาง : มาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นจาก 300 บาท เป็น 400 บาท ระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 12 พฤษภาคม 2569

ภาคเกษตร: มาตรการโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง โดยธกส. เพื่อลดต้นทุนการผลิตเช่นปุ๋ย และเพิ่มทักษะที่เกี่ยวข้อง วงเงินสินเชื่อ 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยรัฐจะช่วยจ่ายดอกเบี้ยแทนร้อยละ 3 เมื่อทำตามเงื่อนไข และกู้ได้สูงสุด 100,000 บาท ต่อราย

ผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐ: ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) โดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณได้ผ่อนปรนเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะช่วยผู้ประกอบการคู่สัญญาภาครัฐลดกระทบจากราคาวัสดุและน้ำมันที่ผันผวน

ภาคขนส่ง: สนับสนุนงบประมาณจำนวน 2,060.74 ล้านบาท ในช่วง 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 เพื่อช่วยอุดหนุนค่าน้ำมันแก่ภาคขนส่ง ได้แก่ 

1) กลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกขนาดใหญ่ และรถบรรทุกขนาดเล็ก 2) กลุ่มรถจักรยานยนต์สาธารณะ 3) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะ (รถตู้โดยสาร และรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซล) 4) กลุ่มรถเท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง 5) กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถบัส รถตู้โดยสาร และรถมินิบัส)

มาตรการเตรียมพร้อมปชช และ SMEs เพื่อปรับตัวเปลี่ยนผ่านไปพลังงานสะอาด

ธนาคารออมสิน: จัดทำโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย วงเงิน 100,000 ล้านบาท สำหรับ SMEs และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการปรับตัวด้านพลังงาน วงเงิน 5,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน

ธอส: สนับสนุนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษเพื่อประหยัดพลังงาน สำหรับการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม และ refinance ที่อยู่อาศัย รวมถึงสินเชื่อการกู้เพื่อซื้อ solar rooftop วงเงิน 300,000 บาท ต่อราย ดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี 3 ปีแรก

ธสน: สนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนขนส่ง โดยคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ร้อยละ 2.06 ต่อปี และยังมีโครงการประกันการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษสำหรับประกันความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากวิกฤติตะวันออกกลาง

ธพว: จัดทำโครงการ SMEs Green Productivity เพื่อยกระดับ SMEs เปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว โดยอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาท ต่อราย

ปรับลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ: คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณดำเนินการพิจารณาลดการใช้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นงดการเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือฝึกอบรมในต่างประเทศ และปรับรูปแบบการดำเนินการเป็นการศึกษาดูงานหรือจัดกิจกรรมภายในประเทศแทน รวมทั้งลดการใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรของภาครัฐ

อย่างไรก็ดี หากให้พิจารณาตามรูปการณ์แล้ว ไม่ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงหรือไม่ หรือว่าในที่สุดทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเจรจากันใหม่ และสามารถตกลงกันได้ หลังจากบอบช้ำกันทั้งคู่ แต่ “วิกฤต” ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูให้กลับอีกนานเป็นปี เพราะโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายจนป่นปี้ ต้องใช้เวลาในการสร้างใหม่ ซ่อมแซม ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตน้ำจืด รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ทั้งในอิหร่านและหลายประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐและถูกโจมตีเสียหายจำนวนมาก

นอกเหนือจากนี้ ที่บอกว่าสันติภาพมันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะมันไปเกี่ยวพันกับอิสราเอล ที่เป็นพันธมิตหลักของสหรัฐ ที่ตั้งเงื่อนไขแข็งกร้าวว่า การตกลงหยุดยิงไม่ได้ครอบคลุมไปถึงประเทศเลบานอน ที่กลุ่มเฮซบอลเลาะห์ฝังตัวอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งอิสราเอลยืนยันว่าในพื้นที่เลบานอนไม่ได้เกี่ยวกับการเจรจาหยุดยิงและเดินหน้าโจมตี แม้ว่าล่าสุดมีการเจรจากับรัฐบาลเลบานอน แต่ไม่ยอมเจรจาโดยตรงกับกลุ่มเฮซบอลเลาะห์คู่อริ

ดังนั้น เชื่อว่าสงครามจะไม่ยุติลงง่ายๆ สถานการณ์สงครามจะต้องคงอยู่และคุกรุ่นไปอีกนาน ซึ่งนั่นย่อมหมายถึง “วิกฤตเศรษฐกิจ” จะยืดเยื้อ แม้ว่าเป็นวิกฤตทั่วโลก แต่สำหรับประเทศไทยต้องโดนเต็มๆในฐานะที่ต้องนำเข้าพลังงานในแถบนั้นจำนวนมาก และน้ำมันในบริเวณตะวันออกกลางมันก็เหมาะสำหรับโรงกลั่นในประเทศ และหากบอกว่าหากสถานการณ์สงครามไม่คลี่คลาย โอกาสที่จะเกิดลักษณะวิกฤตซ้อนวิกฤตในอนาคตข้างหน้ายิ่งมีความเป็นได้สูง และจะยื้อได้นานแค่ไหน !!