xs
xsm
sm
md
lg

ดูทรงฝ่ายค้าน “ส้ม”เป็นรองปชป.ชัด!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  - ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
เมืองไทย 360 องศา

เสร็จสิ้นกันไปแล้ว สำหรับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน ที่ผ่านมา และนับจากนั้นก็ถือว่ารัฐบาลมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน จะสำเร็จหรือล้มเหลว สร้างความสุข หรือทุกข์ให้กับชาวบ้านได้หรือไม่ ก็ต้องถือว่ารับไปเต็มๆ จะมัวอ้างว่าไม่มีอำนาจไม่ได้อีกแล้ว

แน่นอนว่าการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของฝ่ายค้าน ย่อมถูกจับตาไม่แพ้กัน กับการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งน่าจับตาก็คือพรรคฝ่ายค้านทั้งสองพรรค คือพรรคประชาชน กับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะพรรคประชาชน ในฐานะเป็นพรรคแกนหลักของฝ่ายค้าน เนื่องจากมีเสียงมากที่สุด

แต่กลายเป็นว่าเมื่อสำรวจเนื้อหาการอภิปรายของพวกเขาแล้ว ไล่เรียงกันตั้งแต่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค รวมไปถึงแกนนำพรรคคนอื่น กลับทำได้ “ไม่ดีนัก” ที่สำคัญก็คือ ไม่สามารถสร้างความ “โดดเด่น” ได้เพียงพอ อาจจะไม่ถึงขั้นบอกว่า “ทำได้ไม่ดี” แต่บอกได้เพียงว่า ยังไม่น่าสนใจพอ

เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับบทบาทของฝ่ายค้านอีกพรรคอย่างประชาธิปัตย์ ที่มีเสียงส.ส.ในสภาเพียงแค่ 21 เสียง แต่ระดับแกนนำกลับมีการอภิปราย มีเนื้อหาลำหักลำโค่น ทำได้ดีกว่า และแม้ว่าหากพิจารณาโดยรวมแล้วเทียบกันระหว่าง นายณัฐพงษ์ กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่ได้เด่นเท่าใดนัก ยังติดไปทาง “เจ้าสำนวนโวหาร” เมื่อเทียบกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอีกบางคน ยังทำหน้าที่ได้ดีกว่า มีลำหักลำโค่นได้ชัดกว่าด้วยซ้ำไป

อาจเป็นเรื่องข้อมูลทางเศรษฐกิจเรื่องหนักๆ ระดับนายกรณ์ อาจมีความเชี่ยวชาญในการเก็บข้อมูลและการนำเสนอได้ดีกว่าในฐานะผู้มีประสบการณ์มานาน แต่สำหรับพรรคประชาชนที่หัวหน้าพรรคที่เป็นความหวังของบรรดา “ด้อม” ทั้งหลายกลับทำได้น่าผิดหวัง และคนที่วิจารณ์ในทางลบว่า พรรคประชาชนไม่มีความโดดเด่น

มีเสียงมาจาก “คนกันเอง” หรือ อย่างน้อยก็คนเคยรักมาก่อน เช่น นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ที่มีบทบาทเป็นนักวิจารณ์การเมืองฝีปากกล้า นายพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักวิชาจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น พวกเขาก็ออกมาให้ความเห็นในทางผิดหวังกับบทบาทการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของพรรคประชาชนในครั้งนี้ อย่างตรงไปตรงมา

หากย้อนกลับไปก่อนวันอภิปราย พรรคประชาชนได้โหมโรงกันอย่างหนักหน่วง ภายใต้คอนเซปต์ “พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” ผ่านทางเพจของพรรค เช่น 

“ในวันที่คนไทยถูกล้อมด้วยวิกฤตเฉพาะหน้า น้ำมันแพง ค่าไฟจ่อปรับขึ้น รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ ซ้ำเติมวิกฤตระยะยาว หนี้ท่วมประเทศ คอร์รัปชันเบ่งบาน คุณภาพการศึกษาตกต่ำ สังคมสูงวัย และภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้น… รัฐบาลสีน้ำเงินเต็มรูปแบบ จะพาประเทศเราไปได้ไกลแค่ไหน ?

แม้จะว่ากันว่ารัฐบาลชุดนี้มาพร้อมรัฐมนตรีที่มีคน ‘อวย’ ว่าจะช่วยรักษาประเทศไทยให้หายจากการเป็นคน ‘ป่วย’ แห่งเอเชีย ด้วยคำมั่นสัญญาว่าจะแก้สารพัดความ ‘ห่วย’ ดันเศรษฐกิจไทยหลุดอันดับ ‘บ๊วย’ จนคนไทยต้องร้องว่า ‘รวย’ ไม่ไหวแล้ว แต่ภายในวันแรกของรัฐบาล ประชาชนทั่วประเทศกลับประสานเสียงว่า “พอแล้ว… ไม่ไหวแล้ว”

พบกับการอภิปรายคำแถลงนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยพลัส โดยพรรคประชาชน เพื่อตีแผ่วิกฤตประเทศไทยในเงื้อมมือรัฐบาลอนุทิน ที่มุ่งปกป้องผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องเป็นสำคัญ 9-10 เมษายนนี้”

เมื่อเอาเข้าจริง พรรคประชาชนกลับทำผลงานได้แค่นี้ แม้ว่าอาจจะไม่ถึงขั้นผิดหวัง แต่โดยรวมแล้วไม่น่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่หนักไปแนว “เสียดสี” เสียมากกว่า อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอีกมุมหนึ่ง ก็อาจเข้าใจได้ เพราะระดับแกนนำกำลังอยู่ในภาวะ “เสียกำลังใจ” แทบจะไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรแล้ว

แม้ว่าก่อนหน้านี้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จะยืนยันว่าเขาไม่เสียสมาธิกับเรื่องที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ให้เอาผิดกับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล ในความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการยื่นแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112

โดยเขาย้ำว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม รอดูความชัดเจนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งตามกระบวนการปกติหากไม่ได้มีการเร่งรัด ศาลจะมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดต้องรอหลังสงกรานต์ เพราะฉะนั้นในการอภิปรายทั้งสองวันนี้ สส.พรรคประชาชน ไม่ได้เสียสมาธิ พร้อมทำหน้าที่ทุกอย่างอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ประมาทหากมีคนเร่งกดปุ่มกระบวนการ เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนก็จับตามองอยู่

ส่วนความรู้สึก สส.ภายในพรรค เช่น นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน มีการอภิปรายในทำนองว่า จะเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายในสภาฯ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยภายในพรรคมาโดยตลอด ทุกคนที่มีชื่อในคดี 44 สส. ไม่มีใครเสียกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ ถึงเวลาหากมีอุบัติเหตุทางการเมืองเชื่อว่าพวกเรามารวมตัวกัน ทำงานทางการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง พร้อมขยับเขยื้อนการเมืองเพื่อประชาชน 

สำหรับการประชุมใหญ่ของพรรคประชาชน โดยปกติจะมีการประชุม 1 ครั้งใน 1 ปี ซึ่งคือเดือน เม.ย. จะเป็นการประชุมตามกรอบ ไม่ว่าจะมีคำสั่งหรือไม่มีคำสั่งการประชุมใหญ่ก็ต้องจบในสิ้นเดือน เมษายน นี้

ทั้งนี้ ในจำนวน 44 ส.ส.ที่ว่านั้น มี ส.ส.ในยุคปัจจุบันของพรรคประชาชนอยู่จำนวน 10 คน ดังนี้ คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, รังสิมันต์ โรม นายวาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส่วน สส.เขตคือ ธีรัจชัย พันธุมาศ และ เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร

ดังนั้น ในอนาคตอันใกล้โดยเฉพาะหากเกิดกรณีศาลฎีการับคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรณี 44 ส.ส.ดังกล่าวย่อมมีผลกระทบในวงกว้าง เนื่องจากพวกเขาล้วนเป็นระดับแกนนำในรุ่นปัจจุบัน ขณะที่รุ่นใหม่ยังเติบโตมาไม่ทัน และยังไม่โดดเด่นพอ แต่อาจด้วยสาเหตุนี้หรือเปล่าที่มีผลต่อการอภิปรายในสภาในแบบที่เหมือนกับว่า “ทรงไม่ดี” เอาเสียเลย บางคนมีอาการเหมือนกับว่าเป็นการอภิปรายครั้งสุดท้ายกันเลยก็มี เอาเป็นว่าเมื่อพิจารณาจากรูปการณ์จากการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ถือว่าพวกเขาตกเป็นรองพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่เริ่มแล้ว !!