“ส.ว.ชิบ” ซัดรัฐไร้ยุทธศาสตร์รับมือจีน ปล่อยไทยขาดดุลการค้าพุ่งทะลุ 2.02 ล้านล้านบาท จี้ตอบให้ชัด ไทยจะสู้จีนในอุตสาหกรรมไหน เสนอจัดตั้งทีม “China Man” วางเกมเชิงลึก ดึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางกู้ความสามารถแข่งขันประเทศ
ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อรับฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาล นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา อภิปรายว่า การเชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก การสร้างพันธมิตรทางการค้า และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมาหลายรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญคือไทยต้องตอบให้ได้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร ด้วยยุทธศาสตร์แบบไหน และเหตุใดประเทศไทยจึงยังขาดดุลการค้ากับจีนในระดับสูงต่อเนื่อง
นายชิบ ระบุว่า ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไทยขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากประมาณ 6 แสนล้านบาทในปี 2558 เป็น 2.02 ล้านล้านบาทในปี 2567 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเพียงเดือนมกราคมปีนี้เดือนเดียว ไทยขาดดุลการค้ากับจีนไปแล้วกว่า 2.6 แสนล้านบาท สะท้อนว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่คลี่คลาย
นายชิบกล่าวอีกว่า แม้ที่ผ่านมาไทยมักอธิบายว่าการขาดดุลเกิดจากการนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ แต่ข้อเท็จจริงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สินค้าที่ไทยขาดดุลสูงสุดกลับเป็นกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือและสมาร์ทโฟน รวมมูลค่าเกือบ 1.2 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายชิบตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายรัฐบาลที่ประกาศจะพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์สมัยใหม่ อาหารแปรรูป และพลังงานสะอาด แต่ยังไม่มีความชัดเจนทั้งในมิติของกรอบเวลาและเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมว่าจะสามารถแข่งขันกับจีนได้เมื่อใด และในอุตสาหกรรมใดบ้าง
นายชิบยังระบุด้วยว่า แม้ไทยจะตั้งเป้าผลิตสินค้าคุณภาพสูง แต่จีนเองก็ยกระดับการผลิตไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มภายใต้นโยบาย “Made in China” ที่เน้นทั้งคุณภาพและต้นทุนที่แข่งขันได้ ทำให้ไทยต้องตอบให้ได้ว่าจะรับมืออย่างไรเมื่อจีนสามารถผลิตสินค้าคุณภาพสูงได้ในราคาที่ต่ำกว่า
นายชิบยังสะท้อนว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การผลิตสินค้าของไทยหลายกลุ่ม โดยเฉพาะสินค้าที่แข่งขันกับจีน มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหมวดคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ขณะที่หนี้เสียในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสิ่งทอ เหล็ก และค้าปลีกดั้งเดิม ส่งผลให้เกิดการปิดโรงงานจำนวนมาก โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีโรงงานปิดไปกว่า 852 แห่ง และในช่วง 2 ปีก่อนหน้านั้นปิดไปเกือบ 1,700 แห่ง
นอกจากนี้นายชิบ ยังกล่าวถึงผลกระทบจากธุรกิจผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจจีนเทา สแกมเมอร์ และคอลเซ็นเตอร์ ที่สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนภาพรวมด้านการลงทุน จากดัชนี Global Opportunity Index ปี 2569 ประเทศไทยหลุดจากการจัดอันดับประเทศที่น่าลงทุน ขณะที่มาเลเซียและเวียดนามกลับมีศักยภาพโดดเด่นมากขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันในภูมิภาคอย่างหนัก
“รัฐบาลควรยกระดับ “ทีมไทยแลนด์” และจัดตั้งทีมเฉพาะกิจ “China Man” เพื่อรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านจีนอย่างรอบด้าน ทั้งมิติด้านนโยบาย เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพื่อวางยุทธศาสตร์เชิงลึกในการรับมือจีนอย่างจริงจัง ความจริงคือ ต่อให้เรามีนโยบายที่ดีแค่ไหน หากไม่สามารถเข้าถึงผู้กำหนดนโยบายของจีนในระดับสูงได้ ก็อาจไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ” นายชิบกล่าว


