xs
xsm
sm
md
lg

“กรณ์” ซัด “อนุทิน” แก้น้ำมันแบบซื้อเวลา ราคาโรงกลั่นลด แต่หน้าปั๊มลงไม่ถึง ถามปราบทุนเทาจริงหรือ คนใกล้ชิดยังถูกพาดพิง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“กรณ์” ซัดรัฐบาลแก้วิกฤตน้ำมันแบบซื้อเวลา ปล่อยประชาชนแบกภาระ แม้ราคาหน้าโรงกลั่นลด แต่หน้าปั๊มลงไม่ถึงจริง จี้ ลดภาษี-เคลียร์สูตรราคาพลังงาน พร้อมตั้งคำถามความจริงใจปราบทุนเทา-สแกมเมอร์ หลังคนใกล้อำนาจยังถูกพาดพิงไม่ขาด


วันนี้ (10 เม.ย.) ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมรัฐสภา วาระแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันที่ 2 โดยมี นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายโจมตีการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งระบุว่า เป็นปัญหาปากท้องสำคัญของประชาชน แต่รัฐบาลกลับยังไม่มีนโยบายแก้ไขที่ชัดเจน มีเพียงการซื้อเวลารอให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลง ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดพบว่า แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาหน้าโรงกลั่นจะปรับลดลง แต่ราคาหน้าปั๊มที่ประชาชนต้องจ่ายกลับลดลงเพียงเล็กน้อย โดยยกตัวอย่างว่าเมื่อวานนี้ราคาหน้าโรงกลั่นลดลงถึง 9 บาทต่อลิตร แต่ราคาขายปลีกลดลงเพียง 2.14 บาทต่อลิตรเท่านั้น ทั้งที่หากสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ราคาหน้าปั๊มควรลดลงมากกว่านี้ถึงกว่า 7 บาท จึงสะท้อนว่าภาระส่วนใหญ่ยังตกอยู่กับประชาชน

นายกรณ์ ระบุว่า แม้รัฐบาลจะอ้างความสำเร็จในการเจรจาลดค่าการกลั่นลงลิตรละ 2 บาท แต่ในความเป็นจริง ประชาชนต้องจ่ายกลับเพิ่มจาก 5 บาท เป็น 10 บาท ถือว่าสูงผิดปกติ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงไม่สอดคล้องกับต้นทุนที่ลดลง แนวทางของรัฐบาลทำให้ประชาชนอดคิดไม่ได้ว่าเกรงใจนายทุนมากกว่าความเดือดร้อนของประชาชน

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงสูตรการคำนวณค่าการกลั่นที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้เจรจาลดค่าการกลั่น 2 บาท ว่า อ้างอิงจากค่าการกลั่นเฉลี่ยเดือนมีนาคมที่ลิตรละ 7 บาท บวก War Premium 3 บาท ทำให้เรียกคืนจากโรงกลั่นได้ 2 บาท แต่สถานการณ์ปัจจุบันค่าการกลั่นเฉลี่ยอยู่ที่ 17 บาท หากใช้หลักเดียวกันจริง ควรลดลงมากกว่านี้ถึง 12 บาท ไม่ใช่เพียง 2 บาท จึงเห็นว่านโยบายของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจนและไม่เป็นธรรมต่อประชาชน

ในส่วนของภาษีสรรพสามิตน้ำมัน รัฐบาลยังคงเก็บภาษีในอัตราเดิม แม้ประชาชนกำลังเผชิญภาวะเดือดร้อนหนัก โดยเฉพาะกรณีที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า ภาระดูแลราคาน้ำมันควรเป็นหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเท่ากับผลักภาระกลับไปให้ประชาชน เพราะผู้ที่ต้องชำระหนี้กองทุนน้ำมันในท้ายที่สุด ก็คือ ประชาชนอยู่ดี

นายกรณ์ ย้ำว่า ภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่ได้ถูกจัดเก็บเพื่อนำไปใช้เฉพาะด้านสาธารณสุข หรือค่ารักษาพยาบาลโดยตรง แต่เป็นรายได้เข้ากองกลางของรัฐ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำ คือ การลดภาษีสรรพสามิต และปรับลดรายจ่ายภาครัฐในส่วนที่ไม่จำเป็น ขอให้รัฐบาลกำหนดสูตรราคาน้ำมันที่เป็นธรรมอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงหรือหวังให้สงครามตะวันออกกลางยุติแล้วปัญหาจะคลี่คลายเอง

นายกรณ์ ยังอภิปรายถึงปัญหาค่าไฟฟ้า ที่ไม่ปรากฏเป็นสาระสำคัญในนโยบายรัฐบาล ทั้งที่ไทยพึ่งพาก๊าซเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในระดับสูง และเมื่อราคาก๊าซในตลาดโลกเพิ่มขึ้น เอกชนผู้ผลิตไฟฟ้ากลับได้กำไรมากขึ้นตามไปด้วย จากสูตรการคำนวณที่ใช้ปริมาณก๊าซสูงกว่าการใช้จริง ทำให้เกิดส่วนต่างเป็นกำไร ขณะเดียวกัน การนำเข้า LNG ยังมีช่องโหว่ให้เอกชนสามารถขายก๊าซให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในราคาสูงกว่าต้นทุนจริงได้

ส่วนปัญหาทุนเทา การทุจริต และเครือข่ายสแกมเมอร์ แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกพรรคการเมืองควรมีจุดยืนร่วมกัน แต่หลังการเลือกตั้งกลับไม่เห็นความจริงจังจากรัฐบาลมากพอ โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาในลักษณะเหมือนการปราบสแกมเมอร์เป็นผลงานสำเร็จของรัฐบาลชุดก่อน ราวกับภารกิจดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว ทั้งที่ปัญหายังขยายวงกว้างและเกี่ยวพันกับบุคคลในประเทศ ไม่ใช่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น

“แม้รัฐบาลจะประกาศแนวทาง “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ในการเอาผิดเครือข่ายฟอกเงินและสแกมเมอร์ แต่สิ่งสำคัญคือจะดำเนินการไปถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องจริงหรือไม่ เพราะกลุ่มดังกล่าวไม่อาจดำเนินธุรกิจหรือถือครองผลประโยชน์ในไทยได้ หากไม่มีคนไทยเข้ามาช่วยเหลือหรือเป็นนอมินี พร้อมเตือนว่า หากรัฐบาลไม่ชี้แจงให้ชัดเจน ก็จะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ”

สำหรับนโยบายทบทวนฟรีวีซ่าเพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ ตนมองว่า เป็นการมองปัญหาไม่ตรงจุด เพราะคนที่ไม่ต้องใช้วีซ่าในการพำนักอยู่ในไทยก็คือคนไทย ซึ่งอาจเป็นตัวเชื่อมสำคัญของเครือข่ายเหล่านี้

สำหรับกรณี MOU ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายกรณ์ ระบุว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดขึ้นในรัฐสภา จากการที่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เคยเปิดเผยว่ามีผู้พยายามติดสินบนเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อให้ละเว้นการติดตามคดีสแกมเมอร์และฟอกเงิน ก่อนจะมีการเปิดประเด็นเรื่อง “MOU อัปยศ” ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาตามมาตรา 157 ของ ป.ป.ช.

“หากรัฐบาลจริงจังกับการปราบทุนเทาและพร้อมยึดพฤติกรรมเหนือชื่อบุคคลจริง เหตุใดจึงยังแต่งตั้ง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เข้ามาเป็นรัฐมนตรีใน ครม.อนุทิน 2 ทั้งที่มีชื่อถูกพาดพิงในประเด็นดังกล่าว แม้ท้ายที่สุดอาจพิสูจน์ได้ว่าบริสุทธิ์ แต่ในทางการเมืองก็ย่อมหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องความเหมาะสมไม่ได้”

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการแต่งตั้งบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ MOU ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว และถูกมองว่าเอื้อต่อการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างประธานกรรมการ ก.ล.ต. อีกด้วย

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีตั้ง นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่กลับมาดำรงตำแหน่งใน  ครม.ชุดนี้ ทั้งที่มีข่าวเชื่อมโยงกับการทำธุรกรรมซื้อเครื่องบินเจ็ตมูลค่า 800 ล้านบาท จากภรรยาของนายเบน สมิธ ผ่านธนาคาร BIC กัมพูชา ของ นายยิม เลียก คู่หูของ นายเบน สมิธ โดยถามตรงถึงนายกรัฐมนตรี ว่า ก่อนแต่งตั้งได้มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่ มีการชำระเงินจริงหรือไม่ เงินมาจากไหน และไปถึงใคร

“หากนายกรัฐมนตรีมีคำตอบชัดเจนว่าทุกอย่างได้ตรวจสอบแล้วและบริสุทธิ์ ก็ควรชี้แจงต่อสาธารณะ แต่หากยังไม่เคยตั้งคำถามเหล่านี้ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่จริงจังในการปราบกลุ่มทุนเทา เพราะหลายคนที่ถูกพาดพิงล้วนอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนย่อมยากจะเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถจัดการทั้งปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประเทศได้อย่างแท้จริง” นายกรณ์ กล่าว