xs
xsm
sm
md
lg

จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยับ! รับเหตุสุดวิสัย “คู่สัญญา” ที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์ตะวันออกกลาง บางกรณีไม่ถือเป็นการทิ้งงาน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ขยับ! รับเหตุสุดวิสัย “คู่สัญญา” ที่ได้รับผลกระทบสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ไม่ถือเป็นการทิ้งงาน รวมถึงไม่สามารถลงนามสัญญาได้ ในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบ ทั้งก่อนหลัง หรือระหว่าง 28 ก.พ. 2569 “บัญชีกลาง” ย้ำ! 4 แนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เน้น! ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐในการพิจารณาตกลงเลิกสัญญา หรือดำเนินการต่อ

วันนี้ (9 เม.ย.) มีรายงานจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง เวียนหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บริหาร หน่วยจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตาม “แนวทางการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง” เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ประกอบด้วย 1. กรณีหน่วยงานของรัฐดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง จนได้ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกไว้แล้ว และหน่วยงานของรัฐได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก เข้าลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐ

โดยกําหนดให้มาลงนามในสัญญาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป และผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้าง หรือผู้ได้รับการคัดเลือก ได้แจ้งเป็นหนังสือ ต่อหน่วยงานของรัฐว่า

“ไม่สามารถเข้าลงนามในสัญญา หรือข้อตกลงในระยะเวลาที่กําหนดได้” เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

ทั้งนี้ ให้รวมถึงผู้ที่เสนอราคาต่ำรายถัดไป หรือผู้ที่ได้คะแนนรวมสูงรายถัดไปตามลําดับ ที่จัดเรียงไว้ ไม่เกิน 3 ราย ด้วย

โดยให้ถือว่ามีเหตุผลอันสมควร ไม่เข้าลักษณะเป็นการทิ้งงานตามมาตรา 109 แห่งพระราชบัญญัติฯ กรณีนี้หน่วยงานของรัฐไม่ต้องดําเนินการพิจารณาให้เป็นผู้ทิ้งงานตามระเบียบฯ ข้อ 193 และให้หน่วยงานของรัฐ ดําเนินการคืนหลักประกันการเสนอราคาให้แก่ผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย

2. กรณีหน่วยงานของรัฐดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างและได้ลงนามในสัญญาหรือข้อตกลง กับคู่สัญญาแล้ว ให้พิจารณาดําเนินการ ดังนี้

2.1 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อน วันที่ 28 ก.พ. 2569 แต่ยังมิได้เริ่มดําเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หรือลงนามในสัญญาหรือข้อตกลงก่อนหรือตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569

และคู่สัญญาได้เริ่มดําเนินการตามสัญญาแล้ว แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาหรือข้อตกลง หรือปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กําหนดในสัญญา หรือข้อตกลงได้ เนื่องจากได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ฯ ให้ถือว่าผลกระทบดังกล่าว เป็นเหตุสุดวิสัย

ตามมาตรา 102 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติฯ โดยให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า

“เหตุสุดวิสัย หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้น จะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น”

ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์ไม่อาจกําหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน และคู่สัญญาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อาจไม่สามารถแจ้งเหตุให้หน่วยงานของรัฐทราบภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่เหตุนั้นได้สิ้นสุดลงได้

ดังนั้น เพื่อให้คู่สัญญา กับหน่วยงานของรัฐได้รับความเป็นธรรมในการดําเนินงานตามสัญญา จึงยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 182

อย่างไรก็ดี คู่สัญญายังต้องแจ้งความประสงค์ในการของดหรือลดค่าปรับ หรือขยายเวลาทําการตามสัญญา หรือข้อตกลง อันเนื่องมาจากการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาต่อไป

อนึ่ง กรณีที่คู่สัญญาเห็นว่า ควรจะหยุดการดําเนินงานตามสัญญาไว้จนกว่า สถานการณ์จะคลี่คลาย ให้อยู่ในดุลพินิจของคู่สัญญาที่จะเจรจาตกลงกัน เพื่อพิจารณาหยุดการดําเนินงาน ตามสัญญาไว้ก่อนได้ตามความจําเป็นและเหมาะสม

2.2 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐลงนามในสัญญา หรือข้อตกลงตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 เป็นต้นไป แต่ยังมิได้เริ่มดําเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลง เนื่องจากคู่สัญญาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์

“ให้อยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐในการพิจารณาตกลงเลิกสัญญาตามมาตรา 103 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติได้

ทั้งนี้ เมื่อหน่วยงานของรัฐตกลงเลิกสัญญากับคู่สัญญาแล้ว ให้ดําเนินการคืนหลักประกันสัญญาให้แก่คู่สัญญาต่อไป และหากมีการจ่ายเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาให้มีหนังสือ “เรียกคืนเงินล่วงหน้าดังกล่าว” และเมื่อได้รับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าคืนเต็มจํานวนแล้วให้ดําเนินการคืนหลักประกัน การรับเงินค่าพัสดุล่วงหน้าให้แก่คู่สัญญาต่อไป

3. กรณีงานซื้อหรืองานจ้างที่มิใช่งานก่อสร้าง เช่น งานจ้างจัดกิจกรรมเดินทางไปศึกษาดูงาน จ้างจัดฝึกอบรมหลักสูตร หรือจ้างจัดงานนิทรรศการ เป็นต้น

หากมูลค่าวัสดุ ครุภัณฑ์ หรือเนื้องานที่ต้องดําเนินการ ในโครงการนั้น มีราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ หรือมีความจําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขขอบเขตของงาน

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ฯ หากหน่วยงานของรัฐพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีความจําเป็นจะดําเนินการ ตามสัญญาต่อไป ย่อมอยู่ในดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐที่จะพิจารณาดําเนินการแก้ไขสัญญาหรือข้อตกลง ตามนัยมาตรา 97 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติฯ ประกอบระเบียบฯ ข้อ 165

ทั้งนี้ หากมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต่อไป

4. การพิจารณาตามข้อ 1-3 ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาจากหนังสือที่คู่สัญญาแจ้งเหตุ ให้หน่วยงานของรัฐทราบพร้อมทั้งรายละเอียดการชี้แจงข้อเท็จจริงและเอกสารที่เกี่ยวข้อง

ที่แสดงให้เห็นได้ว่า ต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินโครงการนั้น มีราคาเพิ่มสูงขึ้นหรือขาดแคลนพัสดุ ที่จะนํามาใช้ในการดําเนินการตามวัตถุประสงค์และมีผลกระทบต่อสัญญาหรือข้อตกลงอย่างมีนัยสําคัญ

จนเป็นเหตุให้ผู้ยื่นข้อเสนอไม่สามารถเข้าทําสัญญาหรือข้อตกลงกับหน่วยงานของรัฐได้ หรือเป็นเหตุให้คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติงาน ตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เช่น หลักฐานที่แสดงว่า มีการยกเลิกสายการผลิตของรายการพัสดุนั้น

หลักฐานที่แสดงว่า ราคาต้นทุนของวัสดุ ครุภัณฑ์ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในการดําเนินโครงการเพิ่มสูงขึ้น หรือหลักฐาน ที่แสดงว่าคู่สัญญาไม่สามารถจัดหาวัตถุดิบเพื่อดําเนินการตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ เป็นต้น