เมืองไทย 360 องศา
มีบรรดากูรูคาดการณ์กันว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจของบ้านเรากำลังอยู่ในช่วงวิกฤต หลังจากเกิดวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง ผลจากน้ำมันแพง แพงแบบปรับขึ้นราคาแบบพรวดพราด แม้ว่าล่าสุดทั้งสองฝ่ายคือสหรัฐอเมริกา กับอิหร่าน จะสามารถบรรลุการหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ และหากพิจารณาตามรูปการณ์แล้ว มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงแบบถาวรได้ในอนาคต เพราะถือว่าทั้งสองฝ่ายอยู่ในอาการบอบช้ำ เกิดความสูญเสียเหลือคณานับ
และแม้ว่าในเฉพาะหน้าในช่วงไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมาราคาน้ำมันจะอยู่ในภาวะ “ทรงตัว” และอาจลดลงมากกว่าเพิ่ม อย่างน้อยก็ภายในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้านี้ แต่สำหรับประเทศไทย โอกาสที่ราคาน้ำมันจะกลับมาอยู่ในระดับเดิมนั้นแทบเป็นไปไม่ได้แล้ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลไปกว่านั้นก็คือ มีหลายคนยังทำนายว่า หลังเทศกาลสงกรานต์ โอกาสที่ราคาน้ำมัน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล อาจพุ่งไปถึงลิตรละ 70 บาท จากในตอนนี้ลิตรละกว่า 50 บาท ถือว่าถึงใกล้หายนะเต็มทีแล้ว ซึ่งสัญญาณราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม เกิดจากก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวว่า จะมีมาตรการประหยัดการใช้พลังงานหรือ น้ำมันให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการกำหนดเวลาการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน
ก้อนหน้านี้ นายอนุทิน กล่าวถึงความชัดเจนเรื่องเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมัน หลังจากผ่านเทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 ว่า เรากำลังดำเนินการในเรื่องของการออกมาตรการประหยัดน้ำมัน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะมีน้ำมันเพียงพอที่จะใช้ในประเทศของเรา ซึ่งตนจะต้องเร่งทำการแต่งตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ขึ้นมา เพราะ ศบก. หมดวาระในรัฐบาลชุดที่แล้ว
ถามว่าเรื่องรายละเอียดการเปิด-ปิดปั๊มควรเป็นช่วงเวลาใด นายกฯ กล่าวว่า เราตั้งใจไว้ว่าในช่วงที่เรายังมีภาวะเรื่องสงครามในตะวันออกกลาง เราพยายามจะหาทุกมาตรการ ในการประหยัดพลังงานและการใช้น้ำมันให้มีการควบคุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ซักว่า จะกระทบกับช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า มันมีเวลาที่จะดำเนินการ แต่สมมุติว่าถ้าเราจะใช้มาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันช่วงเวลา 22.00-05.00 น. ก็คงจะดำเนินการหลังวันที่ 20 เม.ย.นี้ หลังจากที่ประชาชนได้เดินทางกลับมาใช้ชีวิตตามปกติหลังจากเทศกาลสงกรานต์แล้ว ก็เป็นไปตามที่ตนเคยได้กล่าวไว้ว่าในช่วงสงกรานต์ก็ขอให้ประชาชนได้เดินทางกลับไป ภูมิลำเนาเพื่อเยี่ยมบ้านด้วยความสะดวกมากที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะทำได้
เมื่อถามอีกว่าจะต้องมีการออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) หรือ คำสั่งเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มันจะมีช่องทางแต่ละข้อสั่งการของมัน มันมีช่องทางของมันอยู่ ซึ่งจะใช้ช่องทางที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด
ถามถึงกรณีมอบหมายให้กระทรวงพลังงาน ดูเรื่องค่าการกลั่น และให้รายงานนายกฯรับทราบได้มีการขีดเส้นเวลาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเร่งรัดและพูดคุยกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ตลอดเวลา
แน่นอนว่าคำพูดดังกล่าวของ นายกรัฐมนตรีมีความหมายเน้นไปที่เรื่องการ “ประหยัดน้ำมัน” อย่างจริงจัง หลังช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อให้มีน้ำมันใช้ได้อย่างเพียงพอ อย่างไรก็ดีหากพิจารณาอีกด้านหนึ่งมันก็เห็นการส่งสัญญาณที่เข้มงวดแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบนับสิบปี อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าเรากำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤติอย่างเต็มตัว และเตรียมรับมือไว้ให้พร้อมล่วงหน้า
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นราคามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเริ่ม “ทรงตัว” บ้างอันเป็นผลมาจากการเจรจาหยุดยิงชั่วคราว ประกอบกับการที่รัฐบาลโดยผลการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ใช้อำนาจตาม พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งลดราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซล B7 และ B20 ลง 2 บาท/ลิตร เพื่อลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลง 2.14 บาท/ลิตร นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ราคาหน้าโรงกลั่นสำหรับดีเซล B7 อยู่ที่ 56.10 บาทต่อลิตร และ B20 อยู่ที่ 54.05 บาทต่อลิตร ดังนั้นการปรับลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาทต่อลิตร ทำให้ทุกโรงกลั่นจะต้องปฏิบัติตามมติ กบง.เพราะเป็นกฎหมาย
นั่นเป็นความเคลื่อนไหวด้านราคาน้ำมันที่แม้จะปรับลดลงมาราวลิตรละ 2 บาท รวมไปถึงในอนาคตอันใกล้หลังจากที่รัฐบาลได้เข้าบริหารแบบเต็มอำนาจหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว มีแนวโน้มที่จะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ก็จะทำให้ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มถูกลงได้อีกก็ตาม แต่ก็ยังถือว่า “วิกฤติ” ยังไม่พ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติด้านพลังงาน วิกฤติด้านเศรษฐกิจที่ทำท่าจะหนักขึ้น และเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่วงหลังสงกรานต์ที่เชื่อว่าหลายอย่างที่กำลัง “อั้น” กันอยู่ ก็จะปล่อยออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาสินค้า ที่เป็นผลจากการขึ้นราคาน้ำมันก่อนหน้านี้ เพราะหลังจากนี้จะได้เห็นการปรับเพิ่มราคาค่าขนส่ง ค่าโดยสาร ค่าปุ๋ย สารพัด หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับขึ้นกันไปแล้วหลายระลอก แต่หลังจากนี้ทุกอย่างก็จะประดังกันเข้ามา
อย่างไรก็ดี นาทีนี้ได้แต่หวังว่า “วิกฤตภายนอก” โดยเฉพาะเรื่องสงครามตะวันออกกลางจะได้ข้อยุติกลายเป็นการ “หยุดยิงถาวร” นั่นแหละก็จะทำให้ทุกอย่างคลี่คลายลงไปได้บ้าง แต่ถึงอย่างไรมันก็ต้องใช้เวลา เพราะบรรดาโครงสร้างพื้นฐานได้ถูกทำลายเสียเป็นส่วนใหญ่แล้ว ต้องใช้เวลาซ่อมและสร้างใหม่นานนับปี แต่ถึงอย่างไรทุกอย่างก็ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมแล้ว
ดังนั้นสำหรับคนไทยแล้วต้องปรับตัวอย่างเดียว และต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจขนานใหญ่ หลายคนจะมีความเสี่ยงเรื่องการถูกลดค่าจ้าง เสี่ยงตกงาน และการต้องเผชิญกับ “ของแพง” ยิ่งกว่าเดิม และนี่ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นของจริงที่ต้องเจอ ก็ได้แต่หวังว่า รัฐบาล นายอนุทิน พร้อมด้วย “3 มือโปร” จะสร้างผลงาน ไม่ทำให้ผิดหวัง !!


