xs
xsm
sm
md
lg

ศาลรธน.ขยายเวลา 15 วันยื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ด อาจนำหันคูหาผิดด้านพิจารณาด้วยแต่คนละกรณี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"นครินทร์" เผย ศาลรธน.อนุญาต กกต.-ผู้ตรวจการแผ่นดิน ขยายเวลายื่นหลักฐานคดีบาร์โค้ดไปอีก 15 วัน รับอาจนำคดีหันคูหาผิดด้านมาพิจารณาด้วย แต่เป็นคนละกรณีกับคดีนี้ ย้ำตุลาการ-องค์คณะมีความเป็นอิสระ

วันนี้ (8 เม.ย.) นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าของคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง โดยระบุว่า ต้องฟังความทั้งสองฝ่าย ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการยื่นหลักฐาน ซึ่งทั้งสองฝ่ายประกอบด้วย ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ถูกร้องคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ขอขยายเวลายื่นหลักฐาน ซึ่งศาลได้อนุญาตให้ขยายเวลาไปแล้ว 15 วัน

ทั้งนี้ ที่ประชุมองค์คณะตุลาการและตกลงกันว่า ควรจะอนุญาตให้ขยายเวลาได้ไม่เกิน 2-3 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน อย่างไรก็ตามต้องขอดูเหตุผลของการขอขยายเวลาด้วย ซึ่งขณะนี้ยังเป็นไปตามกระบวนการ

นายนครินทร์ระบุด้วยว่า หลังจากคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายได้ยื่นหลักฐานมาครบถ้วนแล้ว ก็จะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมขององค์คณะตุลาการ เพื่ออภิปรายว่าพยานของทั้งสองฝ่ายมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือต้องให้พยานที่เสนอชื่อมาได้ชี้แจงด้วยตนเองหรือไม่ เพราะบางประเด็นอาจต้องให้พยานชี้แจงเอง ขณะที่บางประเด็นที่ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร หากยังมีความไม่ชัดเจนก็อาจต้องเรียกมาไต่สวน

สำหรับกรณีที่มีการคาดเดาผลการลงมติว่าอาจจะเป็น 5:4 หรืออาจค้านสายตาประชาชนที่ไม่เชื่อมั่นในบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง นายนครินทร์ระบุว่า ทุกคนมีอิสระ คืออิสระของตุลาการแต่ละคน และอิสระขององค์คณะ เราที่ยืนอยู่ 5 คนนี้ก็ถือว่ามีอิสระด้วยกันทั้งหมด

ส่วนจะใช้บรรทัดฐานของการพิจารณาคดีเลือกตั้งเป็นโมฆะในอดีตเนื่องจากการหันคูหาผิดด้านหรือไม่นั้น นายนครินทร์กล่าวว่า ถือเป็นคนละกรณีกัน พร้อมยอมรับว่าอาจต้องเอาเรื่องเก่ากลับมาดูด้วย แต่เป็นคนละกรณีกัน

ด้าน นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเสริมว่า ข้อเท็จจริงอาจจะเปลี่ยน ซึ่งอาจจะทำให้คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงไปด้วย

นายนครินทร์ย้ำว่า ไม่มีอะไรกังวลเกี่ยวกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง และยังอยู่ในกรอบของเวลา เพราะคดีที่เคยใช้เวลาพิจารณาคดีนานที่สุดคือ 11 เดือน และไม่ควรจะเกินกว่านี้

ส่วนข้อสงสัยว่า การเลือกตั้งเป็นไปโดยลับ ความลับเฉพาะหน้า และลับแบบสืบค้น แตกต่างกันอย่างไรนั้น นายนครินทร์กล่าวว่า ขอนำไปพูดคุยกันภายในองค์คณะ และขอดูหลักฐานของทั้งสองฝ่ายด้วย ความจริงทั้ง 2 ฝ่าย ก็ควรจะยื่นมาทั้งพยานและหลักฐาน รวมถึงวิธีการได้มาซึ่งหลักฐานด้วย แล้วจึงจะสามารถนำมาอภิปรายร่วมกันอีกครั้ง

ส่วนที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล กำลังจะแถลงนโยบาย นายนครินทร์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ดำเนินการต่อไปได้ เพราะเป็นคนละเขตอำนาจกัน องค์กรตุลาการมีหน้าที่วินิจฉัยคดีความหรือข้อขัดแย้ง ข้อพิพาท ส่วนองค์กรบริหารก็ต้องทำงานไปเป็นปกติอยู่แล้ว เหมือนกับฝ่ายบริหารของทุกประเทศที่ทำงานตามปกติเป็นรายวันอยู่แล้ว แต่ศาลไม่ใช่องค์กรที่ทำงานรายวัน เราทำงานเรื่องคดี