“เอกนัฏ” ฟิตจัดเรียกโรงกลั่นถก นำกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันทันที พรุ่งนี้ 7 เม.ย. 69 ลั่นเลิกใช้เลขทิพย์กำหนดเพดานค่าการกลั่น ชี้อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปสิงคโปร์มีปัญหา พบเพิ่มสูงผิดปกติ มากกว่าเรทการขึ้นของน้ำมันดิบ ขณะที่ค่าการกลั่นปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า ตอนนี้ขึ้นไป 17 บาท ถือว่าสูงกว่าปกติ ต้องเอาต้นทุนจริงมาดู และขอเอากำไรส่วนเกินมาเข้ากองทุนน้ำมัน จ่อใช้ พ.ร.ก.ปี 2516 กดราคาหน้าโรงกลั่น
วันนี้(6 เม.ย.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่าในที่ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง หรือ คตร. ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ตนในฐานะในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ไปดำเนินการต่อ ซึ่งแนวทางที่ คตร.นำเสนอมีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกโรงกลั่น หรือใช้อำนาจในฐานะคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน โดยวันพรุ่งนี้ (7 เม.ย.)ตนจะเรียกประชุมทันทีในช่วงเวลา 13.00 น.
เมื่อถามว่าแนวทางที่วางไว้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้หรือไม่ในเอกลักษณ์กล่าวว่า มีสองส่วน คือส่วนที่น้ำมันขึ้นเพราะราคาตลาด และอีกส่วนที่ราคาขึ้นมาเพราะในสถานะปัจจุบันที่เรานำเงินกองทุนไปแบกรับภาระ ซึ่งส่วนนี้ต้องชัดเจน เพราะเป็นการแบกรับภาระให้ราคาน้ำมันให้ถูกลงสำหรับประชาชน ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น เพราะปัจจุบันระบบบ้านเรามีการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น ซึ่งก่อนที่จะนำเข้าระบบราคาไปอ้างอิงตลาดที่สิงคโปร์ เราเห็นว่าสถานการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนแปรปรวน ราคาน้ำมันสำเร็จที่สิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ แพงมากกว่าเรทราคาน้ำมันดิบที่ขึ้น จึงทำให้ตัวเลขที่เราเรียกว่าค่าการกลั่นสูงขึ้น เพราะในส่วนราคาอ้างอิงสิงคโปร์จะมีราคาต้นทุนน้ำมันดิบ และค่าการกลั่นจึงเห็นตัวเลขพุ่งสูงขึ้น ซึ่งใน คตร.ตนเข้าใจว่าได้มีการหารือและมีการแจ้งว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติจริงๆ
นายเอกนัฎ กล่าวอีกว่า ในเดือนมีนาคมที่ตัวเลขจริง ลงกันจะมาอ้างว่าไม่ใช่แค่น้ำมันที่แพงขึ้นแต่น้ำมันดิบ มีของพรีเมี่ยม ขึ้นเรื่องการประกันและขนส่งที่แพงขึ้น วันนี้ต้นเดือนเมษายนเราได้เรียกต้นทุนจากทุกลงมาแล้ว ซึ่งต้องนำมาดูว่าเมื่อหักลบกบหนี้เสร็จแล้ว ตัวกำไรที่เกิดจากค่าการกลั่นมีมากผิดปกติหรือไม่ ถ้ามากผิดปกติก็ทำได้สองแนวคือ 1. ให้เอากำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินคืนกลับมาจะรูปแบบใดก็แล้วแต่ ซึ่งตนยืนยันว่ามันมีวิธีไม่ใช่เรื่องของการบริจาคอย่างเดียว และ 2. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานก็สามารถใช้อำนาจในการนำพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ไปกดราคาหน้าโรงกลั่นได้เลยซึ่งอย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็มี 2 วิธี
“ในวันพรุ่งนี้ผมจะเข้ากระทรวงและจะดำเนินการตามมติครม.วันนี้ โดยการเรียกโรงกลั่นเข้ามาคุย และในช่วงบ่ายจะเรียกประชุม คณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.)ทันที” นายเอกนัฎกล่าว
เมื่อถามว่าจะมีการการตั้งค่าการกลั่นหรือไม่ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่นายเอกนัฎกล่าวว่า เราต้องมาดูซึ่งปัจจุบันตัวเลขที่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานกระทรวงพลังงาน (สนพ.) เป็นค่าการกลั่นใน สถานการณ์ปกติ เมื่อสถานการณ์ผิดปกติก็สูงขึ้น ส่วนที่สูงขึ้นก็เนื่องมาจากวัตถุดิบ พรีเมี่ยมหรือจะเป็นค่าประกันที่แพงขึ้น เราอาจจะอนุญาตให้นำมาหักกบลบหนี้ได้ อย่างไรก็ตามดูแล้วก็แพงขึ้นผิดปกติ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องเอาคืนกลับมากลับมา
เมื่อถามว่าที่บอกว่าแพงขึ้นผิดปกติคือตัวเลขที่ นายเอกนัฎกล่าวว่าตนขอให้ตัวเลขแบบนี้ ว่าค่าการกลั่นในสถานการณ์ปกติอยู่ที่ 2 บาทกว่า ซึ่งจะเห็นในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 2 บาทไม่เกิน 3 บาท แต่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาท มาเดือนเมษายนผ่านมาเพียง 6 วันค่ากันกลั่น พุ่งไปประมาณ 16 - 17 บาทซึ่งถือว่าผิดปกติ
เมื่อถามว่าราคาน้ำมันคืนนี้จะมีการปรับขึ้นอีกหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า เป็นการถามผิด เพราะเราชอบไปดูแต่ราคาน้ำมันดิบ สิ่งที่เป็นปัญหาวันนี้คือราคาที่หน้าโรงกลั่นที่ไม่ได้อ้างอิงราคาน้ำมันดิบ แต่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งส่วนนี้เป็นตัวเลขที่เป็นปัญหา และอีกส่วนคือราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นประมาณ 70 เหรียญ ไปจนถึง 100 เหรียญ แต่ราคาน้ำมันสำเร็จเช่น ดีเซล ราคาเพิ่มขึ้นจากราคา 100 กว่าเหรียญ ไปจนถึง 300 กว่าเหรียญ เป็นการเพิ่มขึ้นที่สูงมาก แต่ประเทศไทยนั้นมีโรงกลั่น เราไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบแต่เราซื้อน้ำมันสำเร็จมากลั่น ซึ่งในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนทำให้น้ำมันสำเร็จที่มีน้อยและผลิตออกมาน้อย ซึ่งโรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับมาบีบให้ตนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง หรือหากวันนี้น้ำมันไม่แพงก็เพราะกองทุนน้ำมันมาชดเชย ซึ่งก็ยังเป็นภาระกับผู้ใช้น้ำมันอยู่ดี ดังนั้นควรมาอยู่ในสถานะที่แฟร์ ซึ่งการที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทยได้ถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งในเวลาวิกฤต ก็ควรจะมาช่วยกันซึ่งตนขอให้โอกาสเขาก่อนและยืนยันว่า กบง.มีอำนาจแน่นอน ทั้งมีคำสั่งจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ให้อำนาจ กบง.กำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นกันได้ รวมไปถึงกำหนดเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งวันนี้สามารถนำตัวเลขทุกอย่างมาพูดคุยกันได้ และนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ในการเรียกข้อมูลทั้งหมดดังนั้นของจริงที่เกิดขึ้นควรที่จะนำมาพูดคุยกันว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาน้ำมันจะมีการปรับลดลงหรือไม่ นายเอกนัฏกล่าวว่า ตามสิ่งที่ตนได้บอกว่าเราต้องแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ สิ่งที่เกิดขึ้นตามราคาตลาดเนื่องจากมีการสู้รบกันอยู่ ซึ่งไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ และอีกส่วนคือ กลไกการกำหนดราคาในประเทศไทยว่าสมควรหรือไม่ ซึ่งเรามีอำนาจในการกำหนด หากกลไกถูกบิดเบือนซึ่งหากไปให้กำไรกับโรงกลั่นมากเกินไป ซึ่งจะเป็นภาระกับกองทุนน้ำมันและประชาชนต้องมีการเรียกเก็บคืนมา และมีการลดราคาหน้าโรงกลั่นและปั๊มน้ำมันลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ในวันพรุ่งนี้ตนจะทำทันที
ส่วนมีตัวเลขในใจว่าจะกดราคาน้ำมันลงเท่าไหร่นั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า ต้องเอาตัวเลขจริงที่เกิดขึ้น ประเทศไทยต้องเลิกใช้ตัวเลขทิพย์หรือตัวเลขในจินตนาการ เพราะวันนี้สถานการณ์ไม่ปกติ
เมื่อถามว่าที่มีข้อเสนอจากนักวิชาการบางส่วนว่าค่าการกลั่นเพดานไม่ควรเกิน 3 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนัฏ กล่าวว่า เขาพูดถูกในเวลาปกติค่าการกลั่น ไม่ควรเกิน 3 บาทต่อลิตร และในเวลาไม่ปกติตัวเลขที่ออกมา ต้องมีการนำมาเปรียบเทียบว่าควรเป็นเท่าไหร่ พร้อมระบุว่าคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็ววันนี้ และตนในฐานะประธาน กบง. มีอำนาจในการกำหนดราคาหน้าโรงกลั่น หากเห็นว่ามีราคาที่สูงเกินและมีกำไรที่ไม่ควรได้ แต่วันนี้ยังให้โอกาสตามมติของคณะรัฐมนตรีที่เกิดขึ้น ในการนำตัวเลขจริงมาเปิดเผย ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงกลั่นเข้ามาว่าจะช่วยกันได้อย่างไรบ้าง


