xs
xsm
sm
md
lg

“พิพัฒน์”ตัวหลัก หรือ“ตัวถ่วง”อนุทิน2 !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - พิพัฒน์ รัชกิจประการ
เมืองไทย 360 องศา

ต้องยอมรับว่าวิกฤตน้ำมันครั้งนี้ทำให้เครดิตและความน่าเชื่อถือของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รวมไปถึงรัฐบาลของเขากำลังสั่นสะเทือนอย่างหนัก และทำลายความเชื่อมั่นลงไปอย่างรวดเร็ว แม้ว่าจะยอมรับว่าเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลกและหลายประเทศยังหนักกว่าประเทศไทย แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ประชาชนมองเห็นในช่วงที่ผ่านมาก็คือ มาตรการในการรับมือถือว่า “ต่ำกว่ามาตรฐาน”

มิหนำซ้ำยังมีปัญหาในเรื่องการแต่งตั้งบุคคลหรือรัฐมนตรีมาเป็นผู้บริหารจัดการเพื่อคลี่คลายวิกฤตน้ำมัน แต่กลายเป็นว่าไม่ได้รับความน่าเชื่อถือ และยังถูกกล่าวหาแบบตั้งข้อสงสัยว่ามี “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เสียอีก โดยเฉพาะการแต่งตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.เพื่อแก้ปัญหา ติดตามสถานการณ์การแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำมัน แต่ในช่วงที่ผ่านมาการบริหารงาน การสั่งการของ ศบก.ถือว่าล้มเหลว เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน

ที่สำคัญปัญหาการขาดแคลนน้ำมันตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ที่เห็นภาพชาวบ้านต้องนำรถเข้าแถวรอคิวเติมน้ำมันกันข้ามวันข้ามคืน ขณะเดียวกัน หากโฟกัสกันเฉพาะ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ กลับถูกจับตามองด้วยความสงสัยในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จากการที่ครอบครัวของเขามีธุรกิจด้านพลังงาน รวมอยู่ด้วย แม้เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารโดยตรงมานานนับสิบปีแล้วก็ตาม แต่กลายเป็นว่าสังคมภายนอกยังมีภาพจำเหล่านั้นอยู่ และกำลังสร้างแรงกดดันให้กับทั้งตัว นายพิพัฒน์ และรัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้

แรงกดดันดังกล่าวย่อมรับรู้ได้ เมื่อ นายพิพัฒน์ ถึงกับต้องออกปากว่าไม่ต้องการกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน และล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีก็มีการเปิดเผยว่า จะแต่งตั้งให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก.แทน โดยอ้างว่าเพื่อความสบายใจของ นายพิพัฒน์ และแม้ว่าในตอนนี้รัฐบาลใหม่ยังไม่ได้เข้าบริหารอย่างเต็มตัว แต่หากสังเกตจะเห็นว่า ได้เห็นบทบาทของ นายเอกนิติ เข้ามาสวมแทน นายพิพัฒน์ มาสักพักหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าในสถานการณ์ตอนนี้ นายพิพัฒน์ เหมือนกับพยายาม “ลดบทบาท” ลงไป โดยเฉพาะในรัฐบาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ในพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนหลัก “บ้านใหญ่” ในภาคใต้ และยังถือว่าเป็น “ทุนใหญ่” ของพรรคคนหนึ่ง ดังนั้นแม้ว่าภาพภายนอกจะพยายามลดบทบาทก็ตาม แต่ในทางลึกแล้ว ทุกอย่างยังมีบทบาทเหมือนเดิม และนับวันยิ่งมากขึ้นตามลำดับ

แม้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้บีบให้ นายพิพัฒน์ ต้องลดบทบาทลง แต่หากสังเกตให้ดี เขาก็ยังมีบทบาทสำคัญ เพราะล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 6/2569 เรื่องกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2569 โดยให้มีคณะกรรมการบริหารการจัดส่งน้ํามันเชื้อเพลิง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ.2569 ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่ออํานวยความสะดวกประชาชนในการเดินทางช่วงสงกรานต์

โดยให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เป็นประธานกรรมการ ร่วมด้วย รมว.พลังงาน รมว.พาณิชย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการขนส่งทางบก อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน อธิบดีกรมสรรพสามิต ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) และผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ

ล่าสุดวันที่ 2 เมษยน นายอนุทิน ย้ำว่าขณะนี้รัฐบาลจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อดูแล แต่ต้องดูเรื่องวินัยการเงินการคลัง รายได้รัฐ สวัสดิภาพ และค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชนด้วย ซึ่งมีหลายองค์ประกอบ โดยมีเป้าหมายคือประชาชน ซึ่งต้องมั่นใจก่อนว่าที่มีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลอุ้มนายทุน หรือ อุ้มธุรกิจ ฉะนั้นขอยืนยันว่าตนสำนึกอยู่เสมอ ว่าที่มาได้เพราะประชาชน ไม่มีทางแม้แต่จะคิดว่าจะเห็นคนอื่นดีกว่าประชาชน ไม่มีทางที่จะคิดปกป้องคนไหนก็ตามมากกว่าคนที่เลือกตนมา ตรงนี้ต้องขอพูดให้ชัดก่อน ไม่เช่นนั้นจะมีคนพูดเยอะแยะไปหมด เอาไปโพสต์ทำให้เกิดความสับสนในกระแสสื่อต่างๆ ขอย้ำว่าเราสำนึกเป็นอย่างดี ว่ามาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ใครเลือกเรา และให้ความไว้วางใจเรามา จำไว้เลยว่าไม่มีทางที่ตนจะเห็นใครดีกว่าประชาชน

สำหรับที่ขณะนี้โลกโซเชียล ตำหนินายกรัฐมนตรีค่อนข้างเยอะจะบริหารความรู้สึกอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับฟังหมด บางคนก็ให้ข้อคิดให้แนวทาง ตนก็ฟังก็อ่านดู เราเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นคนสาธารณะ เปิดโอกาสให้ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ได้

ส่วนได้มีการให้กำลังใจ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างไรบ้าง เนื่องจากขณะนี้กระแสโซเชียลไม่ให้ไปเติมน้ำมันปั๊มพีที นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องให้กำลังใจกันหรอก ทุกคนมาถึงสถานะนี้ได้ก็ต้องทำงานอย่างเดียว ถ้ามัวแต่ขอกำลังใจทำงานหน่อยก็เปลี่ยนดีกว่า ซึ่งไม่มีหรอก ไม่ต้องไปขอกำลังใจใคร ทำงานให้ถูกต้องอย่างเต็มที่ และทำงานเพื่อประชาชนก็ไม่ต้องไปขอกำลังใจจากใคร

เอาเป็นว่านาทีนี้คนที่โดนหนักหน่วงที่สุด ก็น่าจะเป็น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่หนักก็คือข้อกล่าวหาในเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” จาก “ธุรกิจน้ำมัน” ของครอบครัวจนเกิด “กระแสแบน” ขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งสำหรับพรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูลแล้ว เขาถือว่ามีความสำคัญ อย่างน้อยก็อยู่ใน “กลุ่มทุนหลัก” ที่รับผิดชอบดูแลภาคใต้

สังเกตได้จากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ที่ นายพิพัฒน์ จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีอันดับหนึ่ง ทำหน้าที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีหากมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศหรือปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้

อย่างไรก็ดีนาทีนี้สำหรับ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม้ว่าสำหรับรัฐบาล และพรรคภูมิใจไทย เขาจะเป็น “ตัวหลัก” แค่ไหน แต่ตอนนี้กำลังจะกลายเป็น “ตัวถ่วง” หรือเปล่า เพราะกระแสกดดันกำลังพุ่งเป้าไปที่เขาเป็นหลัก กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาล “อนุทิน 2 “ ที่กำลังเริ่มต้นในท่ามกลางวิกฤตรอบด้านหรือไม่ !!