xs
xsm
sm
md
lg

สสส.ผนึกภาคีจัดเวทีอาหารสุขภาวะ 2569 ดันระบบอาหารยั่งยืน รับมือวิกฤตโลก-ลดเสี่ยง NCDs

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สสส.ผนึกภาคีจัด “เวทีอาหารสุขภาวะ 2569” ขับเคลื่อนระบบอาหารยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “กินดี กินพอ กินหลากหลาย” รับมือวิกฤตอาหารโลก ขณะกรมอนามัยชี้พฤติกรรมกินเสี่ยง NCDs เร่งสร้างสภาพแวดล้อมอาหารสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้

เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2569 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านอาหารเพื่อสุขภาวะ จัดงาน “เวทีบูรณาการเครือข่ายอาหาร ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569” หรือ Food for Health Forum 2026 ภายใต้แนวคิด “การบริโภคอาหารสมดุลเพื่อสุขภาวะอย่างยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 1-2 เม.ย. 2569 เพื่อเป็นเวทีกลางแลกเปลี่ยนเรียนรู้สถานการณ์ด้านอาหาร รูปแบบการขับเคลื่อนระบบอาหารตลอดห่วงโซ่ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสู่การบริโภคอาหารอย่างสมดุล

นางประภาศรี บุญวิเศษ กรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลรายงานวิกฤตการณ์อาหารโลก ปี 2568 ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า มีประชากร 281-282 ล้านคน ในกว่า 59 ประเทศ เผชิญภาวะความไม่มั่นคงทางอาหารระดับวิกฤตหรือรุนแรงต่อเนื่อง ปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขัดแย้ง และภาวะเศรษฐกิจโลก ที่กระทบต่อการผลิต การกระจาย และการเข้าถึงอาหาร โดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำและกลุ่มเปราะบาง

นางประภาศรี กล่าวว่า การสร้างระบบอาหารที่เข้มแข็งจึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยการขับเคลื่อน “ระบบอาหารเพื่อสุขภาวะตลอดห่วงโซ่” ต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมทั้งการผลิต การกระจาย และการบริโภคอาหาร พร้อมผลักดันความรู้ด้านโภชนาการ สภาพแวดล้อมอาหารที่เอื้อต่อสุขภาพ ตลอดจนมาตรการสำคัญ เช่น ภาษีโซเดียม กลไกเฝ้าระวังอาหารปลอดภัย และการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและปรับพฤติกรรมสู่การ “กินดี กินพอ กินหลากหลาย” อย่างยั่งยืน

ด้าน นพ.ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ในไทย ยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยมีสาเหตุหลักจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสมและการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ การพัฒนาระบบอาหารเพื่อสุขภาวะจึงต้องทำควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพตลอดทั้งห่วงโซ่อาหาร เช่น มาตรการทางภาษีเพื่อปรับสูตรการผลิตอาหาร การควบคุมการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่กระทบสุขภาพ และการผลักดันนโยบายอาหารในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม


นพ.ปกรณ์ กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการมองสุขภาพผ่านปัจจัยกำหนดสุขภาพทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ขณะเดียวกันต้องตระหนักถึงอิทธิพลของปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่ส่งผลต่อวิถีการบริโภคในสังคมปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการและนโยบายที่ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมทางอาหารที่ดี และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ

ขณะที่ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า แม้ภาพรวมสถานการณ์อาหารในไทยยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต แต่ยังพบว่าเด็กไทยมีภาวะผอมประมาณ 5-10% อยู่ในระดับปานกลาง และยังมีประชากรบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงอาหารตามหลักโภชนาการ รวมถึงขาดความรู้ในการบริโภคที่เหมาะสมตามช่วงวัย ส่งผลให้คนไทยบริโภคผักและผลไม้ต่ำกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้อย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน

ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าวว่า สสส.จึงเร่งบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนผ่าน 3 มาตรการสำคัญ ได้แก่ 1. ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและการผลิตอาหารปลอดภัย 2. พัฒนาระบบอาหารปลอดภัยและการกระจายอาหารที่เป็นธรรม โดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรรายย่อย และ 3. สนับสนุนการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ผ่านการสร้างความรอบรู้ด้านอาหาร เพื่อให้ประชาชนกินอย่างสมดุล เพิ่มผักผลไม้ และลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดความเสี่ยงโรค NCDs


พร้อมกันนี้ สสส.ยังเดินหน้าผลักดันนโยบายและนวัตกรรมอาหารคุณภาพและปลอดภัย อาทิ การพัฒนา “ตลาดเขียว” การยกระดับอาหารปลอดภัยในโรงพยาบาลผ่านแนวคิด Healthy & Safety Hospital การรับรองผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพ การสร้างอาหารสุขภาพในพื้นที่สุขภาวะและงานเทศกาล รวมถึงการพัฒนาต้นแบบเชื่อมโยงอาหารจากเกษตรกรชุมชนเข้าสู่โรงเรียน ผ่านนวัตกรรม Thai School Lunch ที่มีเมนูตามหลักโภชนาการกว่า 1,000 เมนู และผลักดันนโยบายจัดซื้อจัดจ้างอาหารคุณภาพในโรงเรียน

ทั้งนี้ สสส.ขับเคลื่อน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ผลักดันอาหารอินทรีย์ในโรงพยาบาลกว่า 780 แห่ง ขยายตลาดเขียว 88 แห่งทั่วประเทศ สนับสนุนการรับรองผลิตภัณฑ์ทางเลือกสุขภาพมากกว่า 4,000 รายการ และจัดสภาพแวดล้อมลดหวานในโรงเรียน โรงพยาบาล และร้านกาแฟกว่า 200 แห่ง เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมการบริโภคที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน