เมืองไทย 360 องศา
แม้ว่าในเวลานี้สำหรับข่าวคราวของ นายทักษิณ ชินวัตร อาจไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าสนใจชวนติดตามเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม แต่ถึงอย่างไร ระหว่างรอรัฐบาลใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่สงครามตะวันออกกลางอาจใกล้ยุติโดยที่สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะสั่งยุติการโจมตีอิหร่าน โดยอ้างว่าได้ทำลายจนย่อยยับสิ้นสภาพไปแล้วก็ตาม เรื่องของ นายทักษิณ ก็ต้องติดตามเอาไว้บ้าง
ล่าสุด นายทักษิณ ก็ได้อยู่ในข่ายที่จะได้รับการ “พักโทษ” และกลับมาถูก “คุมประพฤติ” ที่บ้านในวันที่ 11 พฤษภาคม ซึ่งเป็นไปตามที่มีการเปิดเผยออกมากันก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ระหว่างการคุมขังภายในเรือนจำกลางคลองเปรม จากคำสั่งบังคับโทษ 1 ปี ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเขาได้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ เป็นระยะเวลา 6 เดือน กับอีก 22 วัน และเตรียมจะได้รับการปล่อยตัวพักโทษเพื่อคุมประพฤติ เนื่องด้วยจะครบกำหนดการรับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 ของอัตราโทษ 1 ปี หรือ 8 เดือน โดยนายทักษิณ จะได้รับการพักโทษปล่อยตัวออกจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการคุมประพฤติในช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 69 เพื่อคุมประพฤติต่ออีก 4 เดือน จากนั้นจะครบกำหนดโทษ 1 ปี พ้นโทษและเป็นอิสรภาพ
มีรายงานจาก กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เรือนจำกลางคลองเปรมได้ดำเนินการนำรายชื่อนักโทษเด็ดขาดที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้าที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยพักการลงโทษประจำเรือนจำ ประกอบด้วย ผู้บัญชาการเรือนจำฯ เป็นประธาน ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเจ้าพนักงานเรือนจำซึ่งผู้บัญชาการเรือนจำแต่งตั้ง จำนวน 2 คน เป็นคณะทำงาน และให้เจ้าพนักงานเรือนจำคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
โดยที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบบัญชีรายชื่อนักโทษเด็ดขาด ซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมวันนี้ คณะกรรมการฯ เห็นชอบมีมติให้ 10 รายชื่อผู้ต้องขังเด็ดขาดผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักโทษเรียบร้อยแล้ว และคณะกรรมการฯ ได้ให้ผู้บัญชาการเรือนจำเรือนจำกลางคลองเปรม เสนอรายชื่อนักโทษเด็ดขาดซึ่งสมควรได้รับพักการลงโทษทั้ง 10 รายไปยังกรมราชทัณฑ์ ทั้งนี้ นายทักษิณ ชินวัตร คือ 1 ใน 10 รายชื่อที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ได้รับการพิจารณาพักการลงโทษกรณีทั่วไป
ส่วนในขั้นตอนถัดไป คณะกรรมการระดับกรมราชทัณฑ์จะได้พิจารณากลั่นกรองตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วนของเอกสารตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เพื่อจะได้เสนอรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์ไปยังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ ที่มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบพักการลงโทษ กำหนดเงื่อนไขการคุมประพฤติ ให้เป็นไปตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 52
แหล่งข่าวระดับสูงภายในกระทรวงยุติธรรม เผยต่อว่า โดยคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ จะได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบการพักการลงโทษกับนักโทษเด็ดขาด โดยการนำเหตุปัจจัยมาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นพฤติการณ์แห่งคดีที่ได้กระทำและการกระทำความผิดที่ได้กระทำมาก่อนแล้ว ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมของผู้อุปการะในการควบคุมดูแลนักโทษเด็ดขาดให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขจนกว่าจะพ้นโทษ มีพฤติการณ์ในระหว่างถูกคุมขังจนน่าเชื่อว่าได้กลับตนเป็นคนดี
สำหรับกรณีสำคัญเรื่องการติด หรือไม่ติดกำไล EM ของนายทักษิณ หากได้รับการพักโทษปล่อยตัวคุมประพฤติในวันที่ 11 พฤษภาคม 69 นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของคณะกรรมการฯ ในแต่ละลำดับชั้นที่จะพิจารณาจากปัญหาเรื่องสุขภาพและอายุของผู้ต้องขังที่มีอายุเกินกว่า 70 ปี รวมถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยของสถานที่คุมประพฤติและชุมชนโดยรอบด้วย ว่ามีความเสี่ยงกระทำผิดซ้ำหรือน่าห่วงกังวลอย่างใดหรือไม่
อย่างไรก็ดี จะว่าไปแล้ว นาทีนี้เชื่อว่าสังคมไม่ได้มีความกดดันอะไรมากนัก หลังจากที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้ถูกนำตัวกลับมาติดคุกตามคำพิพากษาเดิมที่กำหนดเอาไว้เป็นเวลา 1 ปี ผิดกับก่อนหน้านี้ที่เกิดกรณี “ชั้น14” ที่โรงพยาบาลตำรวจ เพราะตอนนั้นเป็นการใช้และทำตัวเป็น “อภิสิทธิ์ชน” ทำตัวเหนือกว่าคนอื่น ที่ทุกคนเห็นแล้วรับไม่ได้ และยิ่งอ้างโน่นอ้างนี่แบบโยกโย้ไปเรื่อยก็ยิ่งทำให้เกิดความ “หมั่นไส้” สร้างกระแสในทางลบ และทำให้ตัวเขาเสียเครดิต และยังลามกระทบมาถึงพรรคเพื่อไทย และยิ่งมาซ้ำเติมด้วยการที่ส่ง “อุ๊งอิ๊งค์” น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ถูกวิจารณ์ในเรื่องความรู้ความสามารถ ทุกอย่างก็เลยพังไม่เป็นท่า และยังเกิดเรื่อง “คลิปอังเคิล” เข้ามาอีก
ซึ่งทุกอย่างมีต้นตอมาจาก นายทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ ที่ยังไม่ยอมละวาง เพราะหากยังจำกันได้ในช่วงนั้นเขาแสดงบทบาทไม่ต่างจาก “ศูนย์กลางอำนาจ” และ “ท้าทายอำนาจ” และยังมีการเดินสายสร้างกระแสทางการเมือง มีการให้ความเห็น ชี้นำทิศทางรัฐบาล ไม่ต่างจากการเป็น “เจ้าของรัฐบาล” อย่างไรก็ดีในช่วงนั้นอาจเป็นโชคไม่ดี หรือปิดบังความจริงไม่ได้ เพราะผลงานของรัฐบาล โดยเฉพาะผลงานของรัฐบาลลูกสาวตัวเอง ทำผลงานไม่ได้เข้าตาประชาชน มันก็กลับกลายเป็นว่าเป็น “ตัวเร่ง” ให้เกิดความเสื่อมเร็วขึ้นกว่าเดิม และยิ่งมาเจอกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และ “คลิปอังเคิล” ดังกล่าว ทุกอย่างก็เลยพังอย่างที่เห็น
เมื่อเขาต้อง “เข้าคุก” ตามคำพิพากษา ประกอบกับคนในครอบครัวต่างก็สงบปากสงบคำไม่แสดงท่าทีทางการเมืองแบบชัดเจน แรงกดดันจากสังคมภายนอกก็ลดลง
อย่างไรก็ดีหากพิจารณากันตามรูปการณ์แล้ว นาทีนี้สำหรับ นายทักษิณ ชินวัตร น่าจะเข้าสู่โหมด “กบดาน” เพื่อรอจังหวะกลับมาอีกรอบ เพราะหากยังเคลื่อนไหวในสถานการณ์แบบนี้สำหรับเขาแล้วถือว่ายังไม่อำนวย ประกอบกับรู้ดีว่าตอนนี้ “โลกเปลี่ยนไป” แล้ว โดยเฉพาะกับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยตอนนี้ถือว่า “ต้องนิ่ง” เอาไว้ก่อน ประกอบกับการรักษาสถานะการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลถือว่า “สำเร็จ” แล้ว อีกทั้งการได้โควตากระทรวงสังคมที่ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจโดยตรง ก็จะไม่ทำให้ตกเป็นเป้า ยิ่งทำให้มีเวลาฟื้นฟูรอจังหวะ
การที่ยังเลือก นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาเป็นตัวแทน แม้ว่าจะไม่ใช่สายตรงเต็มร้อย แต่ก็ถือว่าเป็น “หลานแท้” และภาพลักษณ์ก็ไม่ได้แย่นัก
ดังนั้นหากพิจารณาจากสภาพของ นายทักษิณ ชินวัตร และพรรคเพื่อไทยในเวลานี้ และในอนาคตอันใกล้ก็ต้องบอกว่ากำลังเข้าสู่ “โหมดกบดาน” เพื่อรอจังหวะกลับมา ขณะที่ นายทักษิณ ในอนาคตก็ต้องจำใจเปลี่ยนบทบาท “อยู่เบื้องหลัง” เพราะหากรู้จักสรุปบทเรียนก็จะรู้ว่าบทบาทในช่วงที่ผ่านมามันไม่เวิร์ค นั่นแหละ !!


