เมืองไทย 360 องศา
นี่ขนาดเจอเรื่องสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำลายเศรษฐกิจไปทั่วโลก และถูกพูดถึงตลอดเวลาก็ยังไม่อาจบดบังบทบาทและความเคลื่อนไหวของ “หมอวรงค์” น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.หนึ่งเดียวของพรรคไทยภักดี ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับทั้งสภา จนนาทีนี้เชื่อว่าคงไม่มีใครกล้ามาขวางแบบตรงๆ กันได้อีกแล้ว
และในที่สุดที่ประชุมร่วมระหว่างตัวแทนพรรคการเมือง กับฝ่ายประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม สรุปก็คือให้ ส.ส.ซื้ออาหารกินเอง โดยจะเริ่มหลังช่างสงกรานต์เป็นต้นไป ก็ต้องถือว่าเป็น “นิมิตหมายที่ดี” รับปีใหม่ไทย และตรงใจชาวบ้านไม่น้อย
โดยในช่วงบ่าย วันที่ 30 มีนาคม ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวแทนพรรคการเมืองหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาเรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยมี นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้ อาทิ นายวิสุทธิ์ ไชยรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดีและนายราเชน ตระกูลเวียง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่ รวมถึงตัวแทนจากพรรคการเมืองอื่นๆ เข้าร่วมด้วย
มีรายงานว่า สำหรับสวัสดิการอาหารเลี้ยง สส. ช่วงวันประชุมสภานั้น พบว่าปัจจุบันยังไม่มีการจัดซื้อจัดจ้างหาผู้รับเหมารายใหม่ หลังจากที่ผู้ค้ารายเดิมได้หมดสัญญาลงด้วยเหตุยุบสภา เมื่อ วันที่ 12 ธันวาคม 2568 ดังนั้น การหารือกับตัวแทนพรรคการเมือง จึงต้องการสอบถามความคิดเห็นว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ขณะที่งบประมาณเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันของสส.ในวันประชุม ยังมีงบประมาณเหลืออยู่ ตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 ทั้งนี้ มีข้อหารือว่า หากไม่ใช้งบประมาณตามที่จัดสรรสามารถนำไปใช้ในกิจการอื่นของสภาตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้
นายโสภณ กล่าวว่า การหารือในครั้งนี้มีหลายเรื่องได้แก่
1. เรื่องสวัสดิการ อาหารของสมาชิก เรามีความเห็นตรงกันเป็นเอกฉันท์ ว่าสมาชิกจะเป็นผู้จ่ายเงินเอง และฝ่ายเลขาธิการสภา ผู้แทนราษฎรจะมีการจัดอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกโดยใช้ห้องอาหารเดิม อย่างไรก็ตาม เรื่องอาหารจะมีผลในช่วงหลังสงกรานต์
2.เรื่องจำนวนผู้ช่วยสส. ซึ่งเป็นระเบียบของของสภาออกโดยคณะกรรมการสภาที่ประชุมมีมติให้นำเรื่องนี้ ให้หารือกับคณะกรรมการสภา ซึ่งภายหลังการเลือกคณะกรรมการทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวันที่ 23 เม.ย. ตนจะมีการนัดประชุมกับคณะกรรมการในวันที่ 28 เม.ย.เพื่อหาข้อสรุปว่าจะดำเนินการอย่างไร
3.เงินกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ที่ประชุมเห็นพ้องว่าหากมีคณะกรรมาธิการจะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรไปพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ในที่ประชุมก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เช่นเรื่องระเบียบการแต่งกาย เรื่องการตั้งกระทู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับหลายคน แต่เช่อว่าชาวบ้านไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก ผิดกับ 3 เรื่องที่เสนอจุดพลุนำทางมาจาก “หมอวรงค์” ที่อาจเรียกว่า “สั่นทะเทือน” ทั้งสภาและสะเทือนออกมาถึงข้างนอกได้สนั่นหวั่นไหวมาก
ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เป็นผู้เปิดประเด็นเรื่อง การยกเลิกสวัสดิการค่าอาหาร สส.วันละหนึ่งพันบาท รวมถึงการให้ปรับลดจำนวนผู้ช่วยส.ส.จากแปดคนเหลือสามคน และยกเลิกกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา “เราทำตามความรู้สึกของประชาชน กับการที่ประชาชนมีความรู้สึกว่าสิทธิประโยชน์ของพวกเราสส.และสว.ด้วย มักมากเกินไป ซึ่งสิ่งที่ประชาชนจับต้องได้ก็คือ เรื่องอาหาร เขารับไม่ได้ เพราะว่าคุณมีเงินเดือนตั้งแสนกว่าบาท ทำไมไม่สามารถซื้ออาหารกินเองได้ แต่ประชาชนเงินเดือนเก้าพันบาท หนึ่งหมื่นบาท ยังซื้ออาหารกินเองทุกมื้อ”
ส่วนเรื่องที่สอง คือการปรับลดผู้ช่วยสส. จากแปดคน เหลือสามคน ยิ่งในภาวะที่บ้านเมืองลำบาก ข้าวยากหมากแพง รัฐบาลกำลังต้องการให้ทุกคนประหยัด ควรจะให้สส.ร่วมประหยัดด้วย ประสบการณ์ทำงานของผม คิดว่า สส. ใช้ผู้ช่วยไม่เกินสามคนได้ ดังนั้น การให้มีแปดคนเป็นการเอื้อประโยชน์เหมือนต้องการจะให้ผลประโยชน์อะไรบางอย่าง ซึ่งผมคิดว่ามันควรจะตัดลง แล้วเรื่องนี้ผมก็จะนำเสนอด้วย
ส่วนเรื่องที่สาม กรณีบำนาญ ทั้ง สส และ สว. จากข้อมูลที่ น.พ.วรงค์ระบุว่า หาก ส.ส.และ ส.ว.ทำงานหนึ่ง ปี ก็จะได้บำนาญตลอดชีวิตแม้จะอ้างว่าเป็นเงินสมทบ แต่อย่าลืมว่าสมทบเดือนละ 3,500 บาท สิทธิประโยชน์. 5 รายการ1.บำนาญซึ่งเป็นสส.หนึ่งปีได้ตลอดชีวิต2.สิทธิการรักษาพยาบาล ถ้าไม่ป่วยได้สิทธิในการตรวจร่างกายไม่เกินแสนสามหมื่นบาท 3.ถ้ามีลูกไม่เกินสองคน สามารถที่จะเบิกค่าเล่าเรียนลูกได้จนถึงอายุยี่สิบห้าปี4.ถ้าทุพพลภาพได้ออนท็อปจากบำนาญอีกหมื่นห้า5.กรณีเสียชีวิตครอบครัวได้อีกสองแสน ผมมองว่าปัญหาใหญ่ที่ประชาชนรับไม่ได้และมีการเปรียบเทียบกับทั้งประกันสังคม ข้าราชการต้องทำงานถึงอายุหกสิบปี แต่คุณทำงานแค่ปีเดียว เป็นการเอาภาษีประชาชนมาเลี้ยงดูนักการเมือง
เอาเป็นว่าทั้งสามเรื่องคือ “เลี้ยงข้าวส.ส.” เรื่องผู้ช่วย ส.ส.และ เรื่องบำนาญส.ส.ถือว่า “โดนใจ” ชาวบ้านอย่างแรง โดยเฉพาะสองเรื่องแรก ที่รับรองว่าเข้าไปอยู่ในใจแน่นอน สังเกตได้จาก ไม่มี ส.ส.ผู้ทรงเกียรติทั่นไหนกล้าขวาง แม้กระทั่ง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคยกล่าวหลังจากเพิ่งได้รับการโหวตให้เป็นผู้นำของสภานิติบัญญัติไม่กี่นาทียังเคยพูดนำนองว่าเป็น “เรื่องตลก” จนถูกสังคมด่าเปิง จนกลับลำแทบไม่ทัน
อย่างไรก็ดี ยังมีสิ่งที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับ “หมอรวงค์” เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่อง “ผู้ช่วยส.ส.” ที่เขาเสนอให้ลดลงจาก 8 คน เหลือ 3 คน นั้นเชื่อว่าหลายคนยังเห็นว่า “ยังมากเกินไป” เพราะเอา “แค่ 1 คน” ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพราะเอาเข้าจริงจะว่าไปมันก็ไม่ได้มีงานการอะไรมากมายนักหรอก เพราะหากการหาข้อมูล การรับเรื่อง การประสานงานเพียงแค่คนเดียวก็ถือว่าน่าจะเหลือเฟือแล้ว ไม่น่าจะเป็นถึง 3 คน ให้เปลืองงบประมาณ ยังเป็นการเปิดทางให้เป็นการปูนบำเหน็จให้กับพวกหัวคะแนนเสียมากกว่า
แต่ถึงอย่างไรการเคลื่อนไหวของ “หมอวรงค์” น.พ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ถือว่ากลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ในสภา ที่หากมองในภาพรวมถือว่าได้สร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานใหม่ ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมจากสังคมให้กลายเป็นพลังกดดันจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล และที่สำคัญเป็นพลังที่ไม่มี “ใครกล้าขวาง” ทำให้บรรดานักเล่นละครต่างต้องหุบปากและเปลี่ยนแปลงท่าทีกับแทบไม่ทัน เอาเป็นว่า นาทีนี้สำหรับเขาแม้จะมาเพียงคนเดียว แต่ก็สร้างความปั่นป่วนสภาแบบได้ใจจริงๆ !!


