“อนุทิน” เบรกใบลาออก ผอ.ศบก. “พิพัฒน์” ยันไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน ชี้ ทำผิดจับได้แน่ เมิน “พีระพันธุ์” วิจารณ์พลังงาน พร้อมรับฟัง แต่รัฐบาลจะตัดสินใจเอง ย้ำ ไทยยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน มีพอบริการ ปชช.ขอช่วยกันประหยัด
วันนี้ (30ม.ค.) เมื่อเวลา 15.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ในฐานะ ผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก (ศบก.) ถูกโจมตีหนัก ว่า นั่งผู้บริหารสถานการณ์พลังงาน ในขณะที่ครอบครัวมีธุรกิจน้ำมัน ว่า นายพิพัฒน์ ทํางานหนักมาก และยืนยันว่า ไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามว่า ทราบว่า นายพิพัฒน์ อยากจะออกจากตําแหน่ง ผอ.ศบก. นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ ท่านเขียนใบลาออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ผมเป็นคนไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะท่านทํางาน ท่านรู้กลไก ซึ่งเราต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทําประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ณ วันนี้ ที่ผู้สื่อข่าวติดตามขนาดนี้ มีทั้งประชาชน นักวิชาการ และผู้เป็นคอมเมนเตเตอร์ หรือแม้พวกผมเองในคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั่งทํางานกันแบบนี้ ในขณะนี้เป็นใครก็คงไม่กล้า ที่จะคิดถึงประโยชน์ตัวเอง สมมตินายพิพัฒน์ เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้ แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้ และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น“”
นายกฯ กล่าวว่า นี่เพราะตนเห็นว่าไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ นอกจากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แล้ว เรายังใช้ความเห็นและประสบการณ์ของนายพิพัฒน์ ในการให้แนวทาง และหลายแนวทางก็ปฏิบัติออกมาแล้วได้ผล ทั้งนี้ สถานการณ์เรื่องการเติมน้ำมัน และการให้บริการตามปั๊ม ถือว่ากลับเข้ามาเกือบสู่ขั้นปกติแล้ว แต่หากบางคนจะไปถ่ายรูปปั๊มใดปั๊มหนึ่ง แล้วเอารูป แล้วบอกว่าปั๊มนี้ยังปิดอยู่ อันนี้ตนต้องบอกว่าขอดูภาพรวม ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศต้องรายงานเข้ามาทุกเช้า ยกเว้นกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว หากทุกจังหวัดบริหารสถานการณ์ เรื่องน้ำมันได้ ฉะนั้นการสัญจรไปมาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็จะไม่มีปัญหา นั่นเป็นเคพีไอ เป็นสิ่งที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องให้ความใส่ใจอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า หมายถึง นายกฯมั่นใจในตัวนายพิพัฒน์ โดยที่นายกฯไม่กังวลใช่หรือไม่ว่าหากมีใครมาเช็กบิลตามหลัง นายกฯ กล่าวว่า นายพิพัฒน์ เป็น รมว.คมนาคม และ ศบก. ซึ่งเป็นชุดเฉพาะกิจ ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งจริงๆ แล้ว ตนตั้งใจจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็น ผอ.ศบก.ตั้งแต่แรก แต่ในเมื่อมี รมว.คมนาคม เป็นกรรมการอยู่ด้วย ขณะที่ นายพิพัฒน์ เป็นรองนายกฯอันดับที่หนึ่ง ดังนั้น จึงต้องเรียงตามลําดับ โดย นายเอกนิติ บอกว่า ไม่เป็นไรเดี๋ยวจะขับเคลื่อนทุกอย่างให้ แต่ขอให้ชื่อนายพิพัฒน์เป็น ผอ.ศบก. แต่ในการขับเคลื่อนการทํางานจริงๆ แม้ตนไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการแต่ก็ยังมาประชุมทุกบ่าย เราก็ทํางานเป็นทีมเวิร์ก พูดง่ายๆ ก็คือทํางานด้วยกัน ตําแหน่งผอ.มีไว้กํากับดูแลหน่วยงานในสังกัด
เมื่อถามว่า การที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การบริหารพลังงาน ถือว่าผิดมารยาทการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายพีระพันธุ์ ไม่ได้เป็นเป็น สส.แล้ว ท่านคงพูดในฐานะอดีต รมว.พลังงาน อาจจะอยากให้ความเห็น ส่วนรัฐบาลจะนํามาปฏิบัติหรือไม่ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะตัดสินใจ ก็รับฟังไม่ใช่ว่าไม่รับฟัง ความเห็นอะไรที่มาถึงเรา เราก็รับฟังหมด
เมื่อถามต่อว่า นายกฯ อยากให้ความมั่นใจประชาชน เพื่อคลายความกังวล ว่า สถานการณ์น้ำมันจะเริ่มคลี่คลายได้หรือไม่ เพราะน้ำมันดิบกําลังจะเข้ามา นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลําดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติ วันนี้หรือเมื่อวาน ก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ และก็มีการรายงานเข้ามาตลอด โดยมีการใช้เครือข่ายเน็ตเวิร์กของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศไทย ทั้ง ปตท. เชลล์ และ คาลเท็กซ์ ซึ่งมีเครือข่ายการนําเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ซึ่งทุกฝ่ายให้คำยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ ในการนําเข้าน้ำมันดิบมากลั่น นอกจากนี้ ทาง ปตท.ได้นําร่องแล้ว สั่งน้ำมันดีเซลสําเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และนำส่วนนี้ส่งไปยัง สปป.ลาว ยิ่งทําให้เราสามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่า ในตอนนั้นมีการปันส่งให้ สปป.ลาว ซึ่งเราก็ให้เหตุผลแล้วว่าทําไมต้องส่งไป และตอนนี้เราก็ฟังประชาชน อยากจะเพิ่มความมั่นใจ โดยทาง ปตท.ก็มีช่องทางนําเข้าน้ำมันดีเซลเข้ามาแบบสําเร็จรูป และปั่นไปทางนั้นแล้วก็ได้ราคาที่ตกลงกับทางสปป.ลาวไว้ ก็ยิ่งเป็นสิ่งที่จะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนเพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำมันที่จะฟีดเข้าไปในระบบก็จะมีมากขึ้น หากใช้ไม่หมดก็จะเป็นน้ํามันสํารอง และการสํารองก็มีตามกฎหมายอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การตั้งข้อสงสัยของสาธารณชนในเรื่องการบริหารพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ทําให้นายกฯ เสียสมาธิ และรู้สึกบอบช้ำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ได้เสียสมาธิ ช่วงนี้ตนไม่ได้พูดเล่นกับผู้สื่อข่าว ขำๆ ชวนหัว เพราะเข้าใจว่าประชาชนมีความกังวล และห่วงใย ก็ต้องใส่ใจให้มากขึ้น เพราะตนมีหน้าที่ ทําให้ความกังวลและความห่วงใยของประชาชน น้อยที่สุด หากเราจะพูดว่าอย่าห่วงใยเลย ก็คงพูดเต็มปากไม่ได้ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าคู่กรณีที่เขารบกันอยู่ที่ตะวันออกกลาง ซึ่งวันนี้บอกเปิด พรุ่งนี้บอกปิด วันนี้บอกหยุดยิง พรุ่งนี้บอกยิงกันใหม่ ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่สิ่งที่เราต้องบริหารจัดการให้ได้คือเราต้องมั่นใจว่าพลังงานน้ํามันของเรา จะต้องไม่หายไปจากระบบ ซึ่งเราก็ยังมีความมั่นใจอยู่
เมื่อถามว่า นักวิเคราะห์มองว่า เดือน เม.ย.น้ำมันดีเซลราคาจะขึ้นไปถึง 60 บาทต่อลิตร นายกฯ กล่าวว่า เรื่องราคาขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ถ้ามีข่าวความขัดแย้งเกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นก็เป็นทุกวงการไม่ใช่เฉพาะน้ำมัน อย่างตอนที่เรามีปัญหากับกัมพูชาหุ้นเราก็ตก ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของกลไกตลาด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการค่อยๆ แก้ปัญหา เรื่องของความต้องการว่าจะต้องไม่มีผลกระทบ แต่ก็ต้องเรียนให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่า น้ำมันของเรา มีเพียงพอต่อการให้บริการและถ้าประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยกันลดการใช้น้ำมันเหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้ความมั่นคงในทางพลังงานมีระดับสูงขึ้น
เมื่อถามว่า เทศกาลสงกรานต์จะมีของขวัญให้กับประชาชนหรือไม่ เช่น การลดราคาน้ำมันถูกลง นายอนุทิน กล่าวว่า ตามกลไกตลาด เมื่อถามว่า มองว่าจะต้องมีการเตรียมภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในประเทศ เช่นเดียวกับ ประเทศฟิลิปปินส์ หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ณ ขณะนี้สำหรับประเทศไทยยัง เมื่อถามว่า จะบริหารความรู้สึกประชาชนในเรื่องของราคาน้ำมันอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า จะพยายามทำให้ดีที่สุด ซึ่งตนคิดว่าประชาชนเข้าใจว่า ณ ขณะนี้สถานการณ์ของโลกเป็นอย่างไร น้ำมันขึ้นทั่วโลกไม่ใช่แต่ประเทศไทยเท่านั้น ไม่ใช่ประเทศอื่นไม่ขึ้นแล้วประเทศไทยขึ้นอยู่ประเทศเดียว อันนี้ก็คงต้องดำเนินการต้องดูว่ามีอะไรที่ผิดปกติ


