ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ จาก "บวรศักดิ์" สู่ "ปกรณ์" ค่ายน้ำเงิน "ตอบแทน" หลังโชว์ฟอร์มคัดค้านอำนาจ DSI กับภารกิจล้างกระดาน "คดีฮั้ว สว." !!
มีกระแสข่าวแพร่สะพัดมาว่า หนึ่งในเหตุที่ "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ไม่ไปต่อ ขอโบกมือลา “รัฐบาลอนุทิน 2” โดยมีชื่อ "ปกรณ์ นิลประพันธ์" เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา จะได้เป็น "เนติบริกร" รองนายกฯ กำกับดูแลฝ่ายกฏหมายคนใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่คือเรื่องของการ"ตบรางวัล" ตอบแทนที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์ม ในชั้นคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ที่แสดงความเห็นคัดค้านอำนาจ DSI ในการทำคดีฮั้วสว. โดยอ้างว่าไม่ใช่คดีพิเศษ
ทั้งๆที่จริงแล้ว ความเห็นของ "ปกรณ์" ในชั้นประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า “ดีเอสไอ” มีอำนาจสอบสวนคดี อั้งยี่ และฟอกเงิน
แต่ไหนๆ "ปกรณ์" ก็ทำ "ผลงาน" เข้าตา จึง"ซื้อใจ" ค่ายสีน้ำเงินที่มี "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนักแสดง โดย "เนวิน ชิดชอบ" เป็นผู้กำกับอย่างจัง เพราะ หาก DSI หลุดจากวงโคจร คดีที่ค้างคาก็จะ "เบาใจ" ไปได้เปลาะหนึ่ง
งานนี้ที่ผ่านมา ค่ายน้ำเงินในยุค “รัฐบาลอนุทิน 1” ทำได้แค่ชะลอซื้อเวลา และ แม้ "ปกรณ์" จะต่อกรกับดีเอสไอ ค้านอำนาจทำคดี และ คดีที่เกี่ยวกับการ "เลือกตั้ง" กกต.จะดึงเกมปล่อยผี "สว." แต่กงล้อกฎหมาย "คดีฮั้วสว." ยังคงหมุนอยู่ ไม่จบในสมัย อนุทิน 1 เพราะ อัยการคืนสำนวนการสอบสวนให้พนักงานสอบสวนมาทำใหม่ ที่ต้องไม่ "ตัดตอน" จึงต้องตามแก้ในยุค "อนุทิน 2"
คาดกันว่า "ปกรณ์" จะมีภารกิจใหม่ตามเช็ดตามล้าง "คดีฮั้วสว." ให้ อนุทิน -เนวิน และภท. ซึ่งเป็นผู้ถูก "อนุฯกกต.ชุด 26" แจ้งข้อหา และ DSI กำลังสอบสวนข้อหาอั้งยี่ และฟอกเงิน อยู่ในขณะนี้
แว่วมาว่า ตามความเห็นอัยการและแนวทางศาลรัฐธรรมนูญ ระบุชัดว่า DSI มีอำนาจสอบสวนฐานความผิด "อั้งยี่และฟอกเงิน" ซึ่งเป็นคนละส่วนกับความผิดกฎหมายเลือกตั้งที่ กกต.ดูแล
ต้องไม่ลืมว่า "คดีฮั้วสว." ไม่ใช่แค่กลโกงเรื่องเลือกตั้ง แต่เป็น "อาชญากรรมจัดตั้ง" ที่มีขบวนการใหญ่ เชื่อมโยงทำกันเป็นเครือข่าย แบ่งงานกันทำ ประกอบไปด้วยคนหลายกลุ่ม ตั้งแต่กลุ่มผู้มีอำนาจตัดสินใจ, กลุ่มวางแผนระบบโปรแกรมออฟไลน์, ไปจนถึงกลุ่มติวเตอร์ ผู้ทำโพย
จากที่อัยการสูงสุดสั่ง "คืนสำนวน" ให้ DSI กลับไปทำมาใหม่แบบยกชุด เมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เนื้อหาในนั้น นั่นคือ "ระเบิดเวลา" ของจริง
อัยการระบุว่า ผู้ต้องหา 8 คนแรก เป็นแค่ "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" แต่มีขบวนการเบื้องหลังถึง 1,200 คน มีทั้งสว.ตัวจริง 137 คน และตัวสำรอง
แบ่งงานกันทำ 7 กลุ่มโครงสร้างชัดเจน เส้นทางการเงินพบว่า มีเงินหมุนเวียนสะพัดกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินเต็มประตู
เมื่ออัยการสั่งให้ DSI สอบสวนให้ครอบคลุมถึง "ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด" ซึ่งอาจลามไปถึง “บิ๊กเนม” ในพรรคภูมิใจไทย
ภารกิจของรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายคนใหม่จึงถูกจับตามองดังกล่าว ว่าจะแทรกแซง DSI หรือ ไม่ !? เพื่อทำให้สำนวนที่อัยการสั่งให้ "ทำใหม่" นั้นอ่อนลง หรือบิดประเด็นให้เป็นเพียงความผิด ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.เพื่อให้กลับไปอยู่ในมือ กกต. ที่อาจ "จัดการ" ง่ายกว่า
หาก "ปกรณ์" สามารถใช้กลไกกฤษฎีกา หรืออำนาจฝ่ายบริหารตีความให้คดีนี้ "แท้ง" หรือ ล้างล้างมลทิน กลุ่ม 1,200 คน ในชั้นสอบสวนได้ “สว.สายสีน้ำเงิน”ทั้งสภาฯ ก็จะหายใจคล่องขึ้น
ประเด็นจากนี้ ต้องจับตา หลังอัยการย้ำ ว่า “คดีฮั้ว สว.” จะตัดทอน แบ่งแยกดำเนินคดีเฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง... หาได้ไม่ แปลว่า อัยการพิจารณาด้วยความรอบคอบเที่ยงธรรม จะเอาผิดยกแผง!
ดังนั้นการเข้ามาของ "ปกรณ์" ในจังหวะที่ DSI ต้องทำสำนวนใหม่ตามคำสั่งอัยการ จึงถูกมองว่าเป็น "ปฏิบัติการ" ชิงพื้นที่ไฟนอล เพื่อปกป้องขุมกำลังสว. ของค่ายสีน้ำเงินนั่นเอง
ว่ากันว่า "บวรศักดิ์" อาจจะตรงไปสำหรับงานนี้ แต่ "ปกรณ์" คือคนที่เข้าใจโจทย์ของบ้านใหญ่ที่สุด
เกมนี้ยังไม่จบก็ขอได้โปรดติดตามกันต่อไป
++ การเมืองช่วงวิกฤตน้ำมัน “เท้ง” เบียด “หนู” ขึ้นนายกฯ ชาวบ้านบอกไม่ใช่ รวยไม่ไหวแล้ว...แต่เป็น ค.ไม่ไหวแล้ว!
ได้รู้ได้เห็นกันทั้งประเทศ ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี บอกว่า ไม่ต้องวิตก ยังมีน้ำมัน ในสต๊อกให้ใช้ได้อีก 60 วัน แล้วต่อมาอีกไม่กี่วัน ก็บอกว่ามีพอใช้ไปได้อีก 90 วัน และ อีก 100 วัน...
แต่ในสถานการณ์จริง ประชาชนหาน้ำมันเติมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน หรือ ดีเซล ปั๊มน้ำมันติดป้าย “น้ำมันหมด” หรือไม่ก็ “น้ำมันอยู่ระหว่างการขนส่ง” ประชาชนต้องเข้าคิวยาวเหยียด บางรายถึงกับไปนอนรอรถน้ำมัน
ระหว่างนั้นก็มีการประกาศขึ้นราคาครั้งละ 1 บาทต่อลิตร ไป 2 ครั้ง แล้วมาขึ้นอีกที 6 บาทต่อลิตร ในกลางดึกวันที่ 25 มี.ค.
เสียงประชาชนก่นด่า “รัฐบาลอนุทิน” ที่ฉวยโอกาสซ้ำเติมประชาชน อย่างน่าละอาย ด้วยการกักตุนน้ำมัน ก่อนประกาศขึ้นราคาพรวดเดียว รวมเป็นลิตรละ 8 บาท ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์
ใช้โอกาสนี้ “ถอนทุน” ที่เพิ่งใช้ไปในการเลือกตั้งทันที แถมบวก“กำไร” เข้าไปอีกมหาศาล
ช่วงวิกฤตน้ำมัน เป็นจังหวะเดียวกับ “นิด้าโพล” ทำการสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส ครั้งที่ 1/2569 พอดี ปรากฏว่า
เมื่อถามถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ในวันนี้ พบว่า อันดับ1 เป็น “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ทั้งที่เพิ่งแพ้เลือกตั้งมา
ส่วนอันดับ 2 เป็น “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรี และกำลังฟอร์มรัฐบาล เตรียมส่งรายชื่อรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ
อันดับ 3 เป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,อันดับ 4 ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ และ อันดับ 5 รเป็น “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดคนายกรัฐมนตรีของ พรรคเพื่อไทย
ผลสำรวจนี้ แม้ประชาชนจะรู้อยู่เต็มอกว่า โอกาสที่ “เท้ง-ณัฐพงษ์” จะขึ้นเป็นนายกฯในตอนนี้นั้น เป็นไปไม่ได้ แต่ประชาชนก็ยังคงแสดงออกเชิงสัญญลักษณ์ว่า ไม่เอา “หนู-อนุทิน”
เพราะได้รู้ซึ้งแก่ใจว่า “อนุทิน” เห็นประโยชน์ของตัวเอง และพวกพ้องมากกว่า เห็นประโยชน์ของประชาชน ที่เพิ่งเลือกพวกเขามา
เรื่องนี้ “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” อดีต รมว.ยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล “เปิดต้นทุนจริงของน้ำมัน” ก่อนรัฐใช้เงินหลายหมื่นล้าน อุ้มนายทุน
“ทวี” ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท ณ วันที่ 29 มีนาคม 2569 และตัวเลขนี้ พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงในสัปดาห์เดียว
คำถามที่ประชาชนต้องได้รับคำตอบ คือ… เงินก้อนนี้กำลัง “ชดเชยการขาดทุน” หรือแท้จริงแล้ว คือการ“อุ้มกำไร” ให้กลุ่มทุนน้ำมันอยู่เบื้องหลัง?
รัฐบาลอ้างกลไกตลาดโลก และราคาอ้างอิงสิงคโปร์ เป็นเหตุผลในการปรับราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ยังไม่เคยเปิดเผย “ต้นทุนจริง” ต่อสาธารณะแม้แต่ครั้งเดียว
เพื่อความเป็นธรรมแก่ประชาชน จึงถึงเวลาแล้วที่รัฐต้องเปิดตัวเลขนี้โดยด่วน!
ยังมีข้อเท็จจริงอีก 3 ข้อ ที่เป็นหลักฐานยืนยันว่า รัฐบาลอนุทิน อุ้มนายทุน
1.น้ำมันที่ขายวันนี้ ซื้อมาในราคาเมื่อ 3 เดือนก่อน ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบันแน่นอน การใช้ราคาตลาดสิงคโปร์ ณ วันนี้เป็นฐานคำนวณ จึงเท่ากับเปิดช่องให้กลุ่มทุน ทำกำไรส่วนต่างมหาศาล
2 . ไทยมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง มีศักยภาพกลั่นได้เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ และส่งออกต่างประเทศได้ด้วย น้ำมันจึงเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของชาติ ที่รัฐมีหน้าที่กำกับดูแล
ด้วยเหตุนี้ ราคาน้ำมันควรคำนวณจาก“ต้นทุนจริง บวกกำไรที่เหมาะสม” ไม่ใช่อิงราคาตลาดต่างประเทศ
3 .ราคาอ้างอิงสิงคโปร์ไม่สะท้อนความเป็นจริง เพราะมีการบวก “ค่าขนส่งสมมติ” และ “ค่าประกันภัยสมมติ” จากสิงคโปร์มาไทย ทั้งที่ไทยกลั่นน้ำมันเอง ต้นทุนจริงจึงต่ำกว่าที่อ้างอิงอย่างมาก
ในขณะที่ ประชาชนไทยส่วนใหญ่ กำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ รายได้ไม่พอรายจ่าย และจมอยู่กับปัญหาหนี้สิน แต่สิ่งที่ “รัฐบาลอนุทิน” กำลังทำ ไม่ต่างอะไรกับการกระทืบซ้ำประชาชน
สิ่งที่ประชาชนได้สะท้อนกลับไปยัง “รัฐบาลอนุทิน”ในตอนนี้ จึงไม่ใช่ ...รวย ไม่ไหวแล้ว แต่เป็น ค.ไม่ไหวแล้ว!!


