xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน-พิพัฒน์”นี่ไงใครรวย?... ตุนแล้วคายได้เต็มๆ ลิตรละ 6 บาท ** เตรียมทหารรุ่น 26 ทั้งแผง ทีมหลังบ้านความมั่นคง ค้ำยันรัฐบาลสีน้ำเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว

++ “อนุทิน-พิพัฒน์”นี่ไงใครรวย?... ตุนแล้วคายได้เต็มๆ ลิตรละ 6 บาท

จากการบริหารจัดการภาวะวิกฤตน้ำมันของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งล่าสุดปล่อยลอยตัวมีผลเมื่อวานนี้ (26 มี.ค.) ราคาน้ำมันแพงขึ้นพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร ชนิดที่ด่ากันเต็มโซเชียล ที่เล่นประกาศ “ลักหลับ” ช่วงดึกเพื่อ “มัดมือชก”ประชาชนให้ตื่นขึ้นมาเจอกับข่าวร้ายเลย

ที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือ คำถามที่ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ไม่ตอบว่า มี“ไอ้โม่ง”ฉวยวิกฤตเป็นโอกาสหรือไม่ แต่ประชาชนรู้กันทั้งประเทศว่า มีกลุ่มขบวนการที่ทั้งกักตุน ทั้งกั๊กน้ำมันไว้ รอคอยจังหวะคายออกมาเมื่อรัฐบาลประกาศลอยตัวน้ำมันทันที

งานนี้เชื่อว่ามีคนต้องร้องบอกรัฐบาล “พอแล้วๆๆ รวยไม่ไหวแล้ว” แบบที่อนุทินเคยปราศรัยไว้แน่ๆ

รสนา โตสิตระกูล
“รสนา โตสิตระกูล” อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึง “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กรณีที่ปั๊มน้ำมันพีที ติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมดตั้งแต่ช่วงเที่ยง วันที่ 25 มี.ค. ก่อนที่จะมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท ซึ่งมีผลในเช้าวันที่ 26มี.ค. “ปั๊ม PT ติดป้ายน้ำมันทุกชนิดหมดตั้งแต่เที่ยงเมื่อวานนี้ (25 มีนาคม 2569) เช้านี้น้ำมันทุกชนิดขึ้นลิตรละ 6 บาท !!!

“ขอถามตามตรงว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรักษาการรองนายกรัฐมนตรี และผู้ทำหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ในการกำหนดมาตรการเพื่อแก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง และเป็นเจ้าของปั๊ม PT เป็นผู้กำหนดขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท และใช้ข้อมูลภายในให้ปิดปั๊มขายน้ำมันด้วย ใช่หรือไม่?!?

“ถือว่าเอาข้อมูลภายในมาหาประโยชน์จากประชาชนคนทั้งแผ่นดิน ใช่หรือไม่!??

“นับว่าเป็นใช้วิกฤตโลกและความเดือดร้อนของประชาชนเป็นโอกาสในการถอนทุนการเลือกตั้ง ใช่หรือไม่!?”

ส่วน “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลมองปัญหาผิดพลาด โดยอ้างว่าน้ำมันขาดแคลนเพราะประชาชนตื่นตระหนก ทั้งที่ความจริงเกิดจากการกักตุนน้ำมัน จนสุดท้ายรัฐบาลต้องยอมขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท เพื่อแก้ปัญหาให้ผู้ค้าปล่อยน้ำมันออกมาขาย

"ใครๆ ก็รู้ว่าตามปั๊มไม่มีน้ำมันขาย เพราะมีการกักตุนน้ำมัน แต่รัฐบาลไม่รู้ มาบอกว่า ประชาชนตื่นตระหนก มาเติมน้ำมันพร้อมกันจำนวนมาก แค่เริ่มต้นก็แย่แล้ว เอาพ่อค้าน้ำมันมาแก้ปัญหาน้ำมัน ก็เป็นแบบนี้"

และ “พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย โพสต์บอกว่า ทุกวิกฤตมีโอกาสเสมอ มีแต่คนชั่วเท่านั้นที่ใช้วิกฤตความเดือดร้อนของประชาชน ถือโอกาสหาผลประโยชน์กำไรเพื่อพวกพ้องและตัวเอง

“ขึ้นราคาน้ำมันวันเดียว 6 บาทเท่ากับกำไรครั้งเดียววันเดียว 6 บาท คนที่ทำได้ต้องเป็นคนที่ชั่วมากๆ จริงๆ ใช่ไหมหนู ถามพิพัฒน์ คนทำธุรกิจค้าน้ำมันดูว่าจริงหรือไม่ คนค้านํ้ามันจะได้กำไรมหาศาลใช่หรือไม่ ถามแล้วหาตัวคนชั่วออกมาด้วยนะหนู”
งานนี้ “อนุทิน-พิพัฒน์” ช่วยตอบประชาชนหน่อย…ใครรวยไม่ไหวแล้ว!?

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ
++ เตรียมทหารรุ่น 26 ทั้งแผง ทีมหลังบ้านความมั่นคง ค้ำยันรัฐบาลสีน้ำเงิน

การจัดโผคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ นอกจากเป็นการจัดกำลังทางการเมืองเพื่อเกลี่ยเก้าอี้ให้ลงตัวแล้ว ในด้านหนึ่งก็เป็นการวางหมากในภารกิจงานด้านความมั่นคงควบคู่ไปด้วย

หลังการผงาดขึ้นมาของกลุ่มนายทหารจาก “เตรียมทหารรุ่นที่ 26” ที่ก้าวขึ้นมาครองตำแหน่งสำคัญในเหล่าทัพแบบแทบจะยกแผง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในเชิงโครงสร้างอำนาจ และนัยสำคัญต่อเสถียรภาพของ “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล”
หนึ่งในตำแหน่งที่ถูกจับตามองไม่แพ้รัฐมนตรีกระทรวงเกรดเอ คือ เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งครั้งนี้เป็นของ “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” ที่ขยับจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยขึ้นมาเป็นเจ้ากระทรวงเต็มตัว

แม้จะมียศเพียง “พลโท” ซึ่งดูเหมือนจะ ขัดสายตาอยู่บ้าง เมื่อเทียบกับผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ล้วนมียศเป็น “พลเอก” แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องดังกล่าวอาจไม่ได้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากสายสัมพันธ์จากการเป็น “เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26” ทำให้โครงสร้างการบังคับบัญชา และการประสานงานดำเนินไปอย่างราบรื่น

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์
จึงกล่าวได้ว่า เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ครั้งนี้ มีทีมงานหลังบ้านด้านความมั่นคงที่แข็งแกร่งคอยค้ำยัน
เริ่มตั้งแต่ในส่วนของกองทัพบก นำโดย “พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์” ผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งยังมีอายุราชการยาวไปถึงเดือนตุลาคม 2570 ถือเป็นการวางหลักหมุดที่มั่นคงในเชิงเวลา

ยิ่งไปกว่านั้น โครงสร้างภายในกองทัพบกเอง ก็มีความเป็นปึกแผ่นอย่างมาก เนื่องจากบรรดาแม่ทัพภาคและผู้บังคับบัญชาหน่วยสำคัญ ล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหารรุ่นที่ 26 แทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็น “พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์” แม่ทัพภาคที่ 2, “พล.ท.วรเทพ บุญญะ” แม่ทัพภาคที่ 3, “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึง “พล.ท.อดุลย์ จันทร์มา” ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ

โครงสร้างลักษณะนี้ทำให้การสั่งการและการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงมีเอกภาพสูง ลดแรงเสียดทานภายในองค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่กองทัพเรือ กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน “พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์” ผู้บัญชาการทหารเรือจากเตรียมทหารรุ่น 24 กำลังจะเกษียณอายุราชการ เปิดทางให้เตรียมทหารรุ่น 26 ขึ้นมาชิงตำแหน่งผู้นำสูงสุดของราชนาวี โดยมีตัวเต็งอย่าง “พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี” ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และ “พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล” ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ต่างกัน เพราะกองทัพเรือ จะเข้าสู่ยุคของเตรียมทหารรุ่น 26 อย่างเต็มตัว

พล.อ.อ.เสกสรร คันธา
ในส่วนของกองทัพอากาศ ถือว่ามีความนิ่งและต่อเนื่องเช่นกัน โดย “พล.อ.อ.เสกสรร คันธา” ผู้บัญชาการทหารอากาศ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 และจะดำรงตำแหน่งไปจนถึงปี 2571 ทำให้ภาพรวมของกองทัพทั้งสามเหล่าทัพมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อพิจารณาภาพรวมของโครงสร้างหน่วยงานด้านความมั่นคงในลักษณะนี้ ย่อมสร้างความอุ่นใจให้กับรัฐบาลได้ไม่น้อย โดยเฉพาะในประเด็นสถานการณ์ภายนอกที่ยังมีความไม่แน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา หรือสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อประเทศไทยในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง

การมีทีมความมั่นคงที่เป็นเอกภาพและมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นเช่นนี้ เปรียบเสมือนเกราะป้องกันแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก และช่วยลดความเสี่ยงของความขัดแย้งภายในระบบอำนาจรัฐเอง ทำให้ “อนุทิน” ไม่ต้องเสียวสันหลังมากนัก

อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพจะสามารถทำหน้าที่เป็นไม้ค้ำยันให้กับ “เก้าอี้นายกฯ” ได้ แต่สุดท้ายแล้ว ความอยู่รอดของรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับกองทัพเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับฝีมือในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจและการเมือง และปัญหาทุจริตคอรัปชันซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญด้วยตัวเอง จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า รัฐบาลชุดนี้จะสามารถยืนระยะได้ยาวนานเพียงใด