เมืองไทย 360 องศา
การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกแบบที่เรียกว่า “ลักหลับ” แบบที่ตั้งตัวไม่ทัน พรวดเดียวลิตรละ 6 บาท ทำให้หลายคน “ตาค้าง” กันไปทีเดียว แต่ว่าอย่าเพิ่งช็อกกันไปเสียก่อน เพราะทางกระทรวงพลังงานไม่รับประกันว่า ในช่วงสงกรานต์ ที่กำลังจะมาถึงนี้ราคาน้ำมัน อาจพุ่งไปถึงลิตรละ 70 บาท หรือเปล่า
วันที่ 26 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดย นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงมากขึ้น จากเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ยังอยู่เพียงแค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล แต่ปัจจุบัน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม สูงขึ้นถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลถึงราคาขายปลีกในประเทศไทย ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องทำให้ติดลบมากขึ้น จนถึงปัจจุบันที่คำนวณเอาไว้ กว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแล้ว มีเงินไหลออกประมาณวันละ 2 พันล้านบาท
นายพรชัย กล่าวว่า ส่วนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคม ทางมาเลเซียมีการปรับขึ้นเช่นเดียวกัน โดยปรับดีเซล 1-7 บาท จะเห็นได้ว่าราคาของเราไม่ได้สูงกว่าเพื่อนบ้านเลย ยังอยู่ระดับค่อนข้างต่ำด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีการพิจารณาหลายหลายมิติ จนได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับขึ้นถึง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับลดการชดเชย จะทำให้กองทุนน้ำมันยังมีการช่วยเหลือน้ำมันเฉพาะกลุ่มอยู่ เช่น น้ำมันดีเซล ที่เป็นน้ำมันทางเศรษฐกิจ เรายังช่วยเหลืออยู่
ในส่วนกลุ่มของแก๊สโซฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น E10 และE20 เรายังใช้กองทุนน้ำมันสนับสนุนเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ในราคาที่ถูกอยู่ ซึ่งขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงรักษาเสถียรภาพระดับราคาขายปลีกในประเทศให้เหมาะสม และขอให้ประชาชนช่วยกันประหยัด เราจะดำเนินการไปด้วยกัน คาดว่า การจัดเก็บครั้งนี้จะสามารถทำให้เรายืนสู้กับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่อาจสูงขึ้นในอนาคตได้อีกต่อไป เพราะว่าตอนนี้สภาพคล่องเราจ่ายน้อยลง ก็ยังช่วยเหลือกันได้ต่อไป
ถามว่า ก่อนหน้านี้ ยืนยันจะปรับขึ้นเป็นสเตป แต่เมื่อคืนกลับขึ้นทีเดียว 6 บาทโดยไม่มีการแจ้งประชาชนก่อน ทำให้เกิดการตกใจ นายพรชัย กล่าวว่า สถานการณ์โลกที่เราคุยกัน ณ วันนั้น ยังอยู่แค่ 198 เหรียญต่อบาร์เรล จากนั้นประมาณ 2-3 วัน ก็กระโดดขึ้นมาถึง 242 เหรียญต่อบาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกทุกประเทศสูงขึ้น รวมถึงประเทศไทยที่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่บอกว่าจะช่วยสนับสนุน แต่เมื่อราคาสูงขนาดนั้นก็ส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายจ่ายมากขึ้น สภาพคล่องก็ขาด ทำให้ต้องมีการปรับขึ้นถึงถึง 6 บาท เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต่อไป ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่ในภูมิภาคอาเซียนราคาก็กระโดดขึ้นไปในลักษณะนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. มาเลเซียก็ขึ้นทีเดียว 7 บาทเหมือนกัน
เมื่อถามว่า เหตุใดไม่ใช้วิธีสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นายพรชัย กล่าวว่า ไม่ว่าวิธีไหนเราก็มีหลักการพิจารณาเหมือนกัน เพียงแต่ขณะนั้น สถานการณ์สู้พบรัสเซียกับยูเครน ไม่ได้รุนแรงขนาดนี้ จึงไม่ได้ทำให้ราคาสูงขนาดนี้ แต่ในทางกลับกัน กรณีสหรัฐอเมริกากับอิหร่านส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นวันหนึ่งถึง 20-30 เหรียญต่อบาร์เรล ฉะนั้น การตัดสินใจบางอย่างเราต้องรีบดำเนินการ ไม่ให้บานปลายไปมากกว่านี้ ต้องมีการสกัดไว้บ้าง อย่างไรก็ตาม เรายังรักษาเสถียรภาพให้ประชาชนมั่นใจ
เมื่อถามถึงกรณี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ระบุ จะนำเรื่องภาษีสรรพสามิตมาใช้ แต่ขณะนี้นายกฯยังไม่มีอำนาจเต็ม ตรงนี้จะมีอำนาจในการออกกฎหมายมาเพื่อบรรเทาเรื่องน้ำมันหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า เรื่องกฎหมายตนไม่ขอก้าวล่วง แต่เรากับกระทรวงการคลังเคยดำเนินการเรื่องการขอลดภาษีมาแล้ว ตั้งแต่สมัยสงครามรัสเซียยูเครน หรือสมัยก่อนช่วงที่กรมสรรพสามิตเคยมาขอเงินจากกองทุนน้ำมัน เรามีการประสานกันไว้เรียบร้อย แต่ในเรื่องกฎหมาย ถ้ารัฐบาลใหม่มีความพร้อมเราค่อยมาเจรจากันได้
ส่วนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาน้ำมันจะทะลุไปถึง 70 บาทต่อลิตรหรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ราคาน้ำมันประเทศขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตลาดโลก แต่จะขึ้นถึง 70 บาทหรือไม่ ต้องดูว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีกำลังพอที่จะรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ หากทำได้เราก็จะทำ ทั้งนี้ การลดการจัดเก็บในครั้งนี้จะทำให้ดีขึ้น แต่เราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ราคาในตลาดโลกจะสูงขึ้นเท่าไหร่มากขนาดไหน
ในวันเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ โดยมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเข้าประชุม เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อหารือถึงมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน
เอาเป็นว่าตอนนี้ไม่มีใครรับประกันได้แล้วว่า ราคาน้ำมันจะปรับขึ้นไปถึงลิตรละกี่บาทกันแน่ โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้ยังอาจทะลุไปถึงลิตรละ 70 บาทก็เป็นไปได้ หากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายลง ตรงกันข้ามยังอาจขยายบานปลายออกไปอีก และยืดเยื้อไปอีกนานหลายเดือน
ขณะเดียวกันแน่นอนว่าเมื่อ “น้ำมันขึ้นราคา” สิ่งที่ตามมาก็คือ “ของแพง” และเที่ยวนี้น้ำมันขึ้นราคาแบบ “มหาโหด” แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ก็พอหลับตามองเห็นได้ว่า จะมีความเดือดร้อนจากภาวะ “ข้าวยากหมากแพง” ขนาดไหน เพราะสิ่งที่เห็นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คือจะมีการปรับราคาขึ้นไปตามมาเป็นพรวน และทุกหมวด เริ่มจากข่าวในตอนนี้ก็คือมีการประกาศขึ้นราคา “ค่าขนส่ง” ค่ารถ ค่าเรือ ที่กำลังจะเริ่มราคาใหม่กันในสิ้นเดือนนี้ ขณะที่ในความเป็นจริงบางแห่งก็เริ่มปรับขึ้นราคากันแบบเงียบๆไปแล้ว
แน่นอนว่าราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันและก๊าซ ล้วนเป็นต้นทุนพื้นฐาน ที่เลี่ยงไม่ได้ จากเดิมเมื่อไม่กี่วันก่อนจะเป็นลักษณะ “มีเงินแต่หาเติมน้ำมันไม่ได้” มาวันนี้กลายเป็น “ไม่มีเงินเติมน้ำมันแล้ว” เรียกว่าเดือดร้อนแสนสาหัสกันตามๆกัน และถือว่ามาเร็วมาก เร็วจนตั้งตัวไม่ทัน
ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มในตอนนี้ ถือว่าหนักหนาสาหัสทีเดียว และหากมีการประเมินกันว่า “สงครามอ่าว” ครั้งนี้ต้องยืดเยื้ออีกหลายเดือน นั่นก็หมายความว่านี่เป็น “วิกฤติที่เพิ่งเริ่มต้น” เท่านั้น ราคาน้ำมันจะต้องพุ่งสูงไปกว่านี้อีก และหากโชคดีสถานการณ์สงครามคลี่คลาย
แต่กว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติต้องใช้เวลานานเป็นปี เพราะคราวนี้มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโรงกลั่น โรงงานก๊าซ ซึ่งต้องใช้เวลาซ่อมอีกนาน เมื่อเห็นแนวโน้มข้างหน้าเป็นลบอย่างนี้ ก็มีทางเดียวก็คือ “ปลงและทำใจ” เนื่องจากยังหาทางออกไม่ได้ เพราะจะพึ่งพารัฐบาลก็ไม่น่าเชื่อถือว่า ขณะเดียวกันจะพึ่งพาตัวเองก็ยังทำไม่ได้อีก รู้เพียงว่าข้างหน้าคือ นรก รออยู่แน่ๆ !!


