“หมอเปรม” วิจารณ์เดือด ขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท สะเทือนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกร-แรงงานรายวัน จี้ชดเชยกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม พร้อมทวงสัญญาพูดแล้วทำที่เคยหาเสียงไว้ ไม่ใช่พูดแล้วทำร้ายประชาชน
วันนี้ (26 มี.ค.) นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีรัฐบาลประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดลิตรละ 6 บาท แบบกะทันหัน โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนได้ตั้งตัว ว่า ส่งผลให้เกิดกระแสความไม่พอใจในวงกว้างทั่วประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็น “ช็อกซ้ำช็อก” สำหรับประชาชน เพราะก่อนหน้านี้ รัฐบาลเคยยืนยันว่า มีน้ำมันสำรองเพียงพอ สามารถดูแลสถานการณ์ได้เป็นเดือน แต่กลับเปลี่ยนท่าทีอย่างฉับพลันโดยไม่ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน
“นี่คือ การบริหารที่ขาดความรับผิดชอบต่อคำพูด ประชาชนยังไม่ทันตั้งตัว อยู่ๆ ก็ประกาศขึ้นราคา 6 บาททันที คนหาเช้ากินค่ำจะเอาเงินที่ไหนมารับภาระเพิ่ม โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด คือ เกษตรกร คนขับรถรับจ้าง พ่อค้าแม่ค้า และแรงงานรายวัน ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันเป็นต้นทุนหลักในการดำรงชีพ การขึ้นราคาครั้งนี้จึงเท่ากับซ้ำเติมค่าครองชีพที่สูงอยู่แล้ว จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการชดเชยอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านต้นทุนเชื้อเพลิง การลดภาษี หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม เพื่อบรรเทาภาระของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ ยังกล่าวถึงคำหาเสียงของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เคยประกาศกับประชาชนในภาคอีสานว่า “ประชาชนจะรวย รวยพอแล้ว” โดยตั้งคำถามว่า วันนี้ประชาชนไม่ได้รวย ไหนบอกว่าต้องมาร้องขอชีวิต บอกว่ารวยพอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว แล้วนี่มันคืออะไร ดังนั้น นายอนุทิน รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเองคือพูดแล้วทำ แต่ไม่ใช่ “พูดแล้วทำร้ายจิตใจประชาชน”
ทั้งนี้ ตนเข้าใจดีว่า รัฐบาลมีภาระด้านงบประมาณ เนื่องจากปัจจุบันมีการอุดหนุนราคาน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมันอยู่ประมาณ 20 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นภาระทางการคลังจำนวนมาก การขึ้นราคาน้ำมันอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพราะรัฐบาลไม่มีเงินจะอุดหนุนต่อไปได้นาน แต่สิ่งที่ขาดคือการสื่อสารและวิธีการ หากจำเป็นต้องขึ้นราคาจริง รัฐบาลควรทยอยปรับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบหนักเกินไป และต้องอธิบายเหตุผลอย่างโปร่งใส ว่า ทำไมจึงต้องดำเนินการ
สว.เปรมศักดิ์ ยังเสนอเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ ก็ควรเร่งหาแหล่งรายได้อื่นมาช่วยเหลือประชาชน เพราะรัฐบาลคือรัฐบาลของประชาชน พูดแล้วต้องทำให้ได้ ไม่ใช่พูดแล้วประชาชนต้องมารับเคราะห์ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาน้ำมันต้องมองทั้งสองด้าน คือ ภาระของรัฐ และความเดือดร้อนของประชาชน แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การรักษาสมดุลไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระมากเกินไป


