xs
xsm
sm
md
lg

อนุทินเริ่มเป็นเป้านิ่ง เชื่อมั่นสั่นคลอน !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - พิพัฒน์ รัชกิจประการ - เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เมืองไทย 360 องศา

อาจเรียกว่าไม่คาดคิดจริงๆ สำหรับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าต้องมาเจอกับวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง และกลายมาเป็นวิกฤตพลังงาน ที่ทำให้ไทยต้องเจอหางเลขเข้าไปแบบเต็มๆ เพราะงานนี้เข้ามาแบบ “เลี่ยงไม่ออก” จะลอยตัวตีกรรเชียงชิ่งก็ไม่ได้เสียด้วย เอาเป็นว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น “งานหิน” ที่ต้องเจอกันตั้งแต่ต้นมือ และจะลากยาวเกิดผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจและการเมืองต่อไปอีกนาน และยังเป็นไปได้ที่จะมี “ความเสี่ยง” ต่ออนาคตทางการเมืองของหลายคนอีกด้วย

วิกฤตพลังงานถือว่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว แต่เลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งบางอย่างยังควบคุมไม่ได้อีกด้วย อีกทั้งหากยังยืดเยื้อหรือยังสร้างความพึงพอใจ หรือสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้านไม่ได้ ทุกอย่างมันมีความเสี่ยงสูงยิ่ง และนาทีนี้ก็เริ่มเห็นแนวโน้มบางอย่างออกมาให้เห็นกันแล้ว

อย่างไรก็ดี หลายคนมองออกว่าวิกฤตครั้งนี้ถือว่า “เพิ่งเริ่มต้น” เท่านั้น สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าถือว่า “หนักหนาสาหัส” โดยเฉพาะจะเข้าสู่ยุค “ข้าวยากหมากแพง” เพราะจะว่าไปแล้ว “พลังงาน” ถือว่าเป็นต้นทุนหลักของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นในบ้านเรา หรือว่าทั่วโลก และตอนนี้ก็เริ่มส่งผลออกมาให้เห็นบ้างแล้ว

แต่หากโฟกัสเอาเฉพาะภายในประเทศก่อน จะเห็นว่ามาตรการรับมือในการแก้ปัญหาในเรื่องน้ำมันของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทำได้ไม่ดีนัก ทั้งในเรื่องการบริหารจัดการ การสื่อสารกับประชาชน และที่สำคัญการแต่งตั้งคนที่มาเป็น “หัวหน้าทีม” แก้ปัญหา นอกจากถูกวิจารณ์ว่าทำได้ไม่ดีแล้ว ยังถูกกล่าวหาว่า “มีผลประโยชน์ทับซ้อน” เสียอีก ทำให้กระทบความเชื่อมั่นมากขึ้นไปอีก

การแต่งตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เข้ามาบริหารจัดการแก้ปัญหาวิกฤตดังกล่าว ที่รวมถึงเรื่องการจัดการน้ำมันในช่วงแรก แต่ภาพที่ออกมายังปรากฏว่า “น้ำมันยังขาด” ทำให้ชาวบ้านต้องนำรถเข้าคิวเติมน้ำมันกันหลายชั่วโมง หรือข้ามคืน โดยที่รัฐบาลยืนยันว่ามีปริมาณน้ำมันเพียงพอใช้ได้นานเกินสามเดือน แต่ไม่ว่าจะกี่เดือน กี่ร้อยวัน แต่ตราบใดที่ชาวบ้านยังต้องวิ่งหาเติมน้ำมันกันอยู่ต่อไป มันก็ไม่มีความหมาย เพราะในอนาคตหลับตาก็เห็นภาพแล้วว่าเศรษฐกิจจะต้องหยุดชะงัก หรือเสี่ยงที่จะ“ถดถอย” ก็เป็นไปได้ หากสถานการณ์ “น้ำมันขาด” ยังไม่คลี่คลาย และสำหรับเฉพาะหน้าตอนนี้ก็คือ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องแพงอย่างเดียวแล้ว แต่กลายเป็น “ทั้งแพง ทั้งไม่มีให้เติม” อะไรแบบนี้

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลเพิ่มขึ้นไปอีกก็คือ ล่าสุดเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศล่าสุดว่า ได้ยกเลิกกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 33 บาท แล้ว โดยปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด เพื่อลดภาระการอุดหนุนกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินหรือไม่ว่าราคาน้ำมันจะไปสิ้นสุดที่กี่บาท นายกรัฐมนตรี หัวเราะ แต่ไม่ได้ตอบคำถาม โดย นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า สถานการณ์ทุกคนเป็นทุกข์กับสถานการณ์ ซึ่งมาจากปัจจัยทางสงคราม รัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆออกมา เช่น การประหยัดพลังงาน ประหยัดเชื้อเพลิง ซึ่งทุกวันนี้รัฐบาลพยายามให้ความมั่นใจว่า ก่อนที่จะมีสถานการณ์สงครามความต้องการใช้น้ำมันอยู่ที่ประมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน แต่ละเราผลิตได้ 77 ล้านลิตรต่อวัน และขายให้ประเทศประเทศลาว และประเทศเมียนมา รวม 5 ล้านลิตร ซึ่งกำลังการผลิตถือว่าเกินความต้องการ แต่เมื่อมีปัจจัยความตื่นตระหนก ความกังวล จึงเพิ่มความต้องการเป็น 80 กว่าล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการผลิต จึงต้องพยายามดึงสถานการณ์การใช้น้ำมันกลับมาให้ได้ โดยรัฐบาลจะพยายามกลับไปจุดเดิมก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ หรือก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง ถ้าหากกลับไปได้ จะบอกว่าน้ำมันไม่เพียงพอเป็นไปไม่ได้ เพราะถือว่าขณะนั้นการต้องการใช้เป็นไปอย่างปกติ

พร้อมย้ำว่าปริมาณน้ำมันที่อยู่ในระบบหากไม่รวมความตื่นตระหนกที่เพิ่มปริมาณขึ้น 20 กว่าล้านลิตร ก็จะสามารถควบคุมได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือราคา ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติในช่วงสงคราม ซึ่งหากมีแนวโน้มที่ดีราคาก็จะลดลง

ถามย้ำว่า หมายความว่ามีโอกาสที่น้ำมันดีเซลจะพุ่งทะลุลิตรละ 50 บาท ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ระบุว่าไม่ทราบ หากใช้อย่างประหยัด อีกทั้งกองทุนน้ำมันก็ยังดูแลอยู่ และการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์สู้รบบริเวณตะวันออกกลาง (ศบก.) ทุกหน่วยงานก็ได้รับคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีในเรื่องการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มีกลไกในการทำงานอยู่แล้ว

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นตามกลไกตลาด เรื่องการควบคุมราคาสินค้าจะเป็นอย่างไร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลก็ตรึงราคาเท่าที่เราจะทำได้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ออกประกาศในการตรึงราคาสินค้าอุปโภคและบริโภค เพื่อไม่ให้เกิดการเสียโอกาสและค้ากำไรเกิน

โดยเมื่อบ่าย วันที่ 25 มีนาคม ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน เรียกหารือรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแก้วิกฤตพลังงาน โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่อจะมาเป็นรมว.พลังงาน ในรัฐบาลชุดใหม่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่น่าสังเกตก็คือ หลังการหารือหากสังเกตจะเห็นว่า บทบาทการแก้ปัญหาเรื่องน้ำมัน กลายมาเป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แทนที่จะเป็นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพราะนอกจากในช่วงที่ผ่านมาการบริหารจัดการถูกวิจารณ์มากว่าล้มเหลว ที่สำคัญเขายังถูกวิจารณ์ในเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” อีกด้วย ทำให้กระทบถึงความเชื่อมั่นของรัฐบาลตามมา

ดังนั้น หากรัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องปัญหา “น้ำมันขาด” หรือสร้างความพึงพอใจให้กับชาวบ้านได้ไม่ดี และลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสงกรานต์ รับรองได้เลยว่านั่นคือ “หายนะ” ที่รออยู่ข้างหน้าที่ เพราะเมื่อ “ความไม่เชื่อมั่น” ลุกลาม และหากเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นมือแบบนี้ก็ต้องบอกว่า เหนื่อยแน่ !!