กรมการข้าวโชว์ความสำเร็จ Rotary Mulcher ในนาน้ำลึกปราจีนบุรี ช่วยเกษตรกรหยุดเผาฟาง เปลี่ยนตอซังเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้ ลดก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ พร้อมขยายผลสร้างสังคมเกษตรสีเขียวทั่วไทย
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ในนาข้าว พร้อมชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ในพื้นที่นิเวศนาน้ำลึก ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี
นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยภายหลังนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานและชมการสาธิตนวัตกรรม “เครื่องย่อยกำจัดตอซังข้าว (Rotary Mulcher)” ณ ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังตกค้างในนาข้าวรวมกว่า 42 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยในพื้นที่นาน้ำลึกจังหวัดปราจีนบุรีและใกล้เคียงมักประสบปัญหาตอซังและฟางข้าวที่มีปริมาณมากและยาวกว่าปกติ ทำให้เกษตรกรนิยมใช้วิธีการเผาเพื่อความรวดเร็วในการเตรียมดิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทำลายโครงสร้างดิน และเป็นต้นเหตุของฝุ่นละออง PM 2.5 กรมการเข้าว จึงได้ส่งเสริมการใช้เครื่อง Rotary Mulcher ซึ่งสามารถสับย่อยตอซังที่หนาแน่นได้ละเอียดในขั้นตอนเดียว ช่วยให้ฟางย่อยสลายเป็นปุ๋ยเร็วกว่าการไถกลบแบบเดิมถึง 1 เท่าตัว ส่งผลให้ดินร่วนซุย รากข้าวแข็งแรง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้ถึง 10-20% เพื่อ ยุติการเผาในที่โล่ง: ลดมลพิษทางอากาศและก๊าซเรือนกระจก ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน: เปลี่ยนตอซังเป็นอินทรียวัตถุ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และยกระดับเกษตรกรรมอัจฉริยะ: โดยการใช้เครื่องจักรที่ทันสมัยช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน ที่ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของรัฐบาล
ด้าน นางกุลชนา ดาร์เวล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ระบุว่า เกษตรกรในพื้นที่บริเวณรอบศูนย์วิจัยข้าวกว่า 80% เริ่มปรับเปลี่ยนทัศนคติหันมาใช้วิธีการย่อยกลบเพื่อทำปุ๋ยสดแทนการเผา ในขณะที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ ให้ความสนใจเข้ามาขอศึกษาดูงานและสาธิตการใช้เครื่องเครื่องย่อยตอซังอย่างต่อเนื่อง เกิดการรวมกลุ่มเพื่อวางแผนบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) เพื่อให้เข้าถึงเทคโนโลยีได้ครอบคลุมทุกครัวเรือน
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าฟางข้าวในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การทำฟางอัดก้อนเพื่ออาหารสัตว์ การผลิตกระดาษและบรรจุภัณฑ์จากเยื่อฟางข้าว โดยการนำเอาเศษฟางข้าวมาทำเป็น ดอกไม้ โคมไฟ จาน ชาม ถาด ที่สามารถบรรจุได้ทั้งร้อนและเย็น ปลอดภัยต่อสุขภาพ และสามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงการแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบันประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังตกค้างในนาข้าวรวมกว่า 42 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก กรมการข้าวจึงมีแผนที่จะขยายผลนวัตกรรมเครื่องย่อยตอซังนี้ไปยังพื้นที่นาน้ำลึกทั่วประเทศ ผ่านกลไกการบริหารจัดการเครื่องจักรกลแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) ในกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อสร้างสังคมเกษตรปลอดการเผาและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยอย่างยั่งยืน


