xs
xsm
sm
md
lg

สภาถกญัตติน้ำมัน “กรณ์” แนะเก็บค่าธรรมเนียมลาภลอย-ลดภาษีสรรพสามิต ราคาขายลดทันทีลิตรละ 9 บาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สภาเริ่มถกญัตติวิกฤตน้ำมัน ฝ่ายค้านบี้ ครม.ส่งตัวแทนชี้แจงกลางสภา ขณะฝ่าย รบ.อ้างเป็นเวทีของ สส. ไม่จำเป็นต้องมาชี้แจง “เอกนัฏ” จี้ ใช้ยาแรง จัดการคนกักตุน-โก่งราคาน้ำมัน ฝาก “รมว.พลังงาน” คนใหม่ ยึดเจตจำนงการเมือง แก้ความเดือดร้อนประชาชน ด้าน “กรณ์” ซัดรัฐบาลล้มเหลวแก้วิกฤตพลังงาน ชี้ ข้อมูลสับสนพิสูจน์ “ไอ้โม่งมีจริง” แนะเก็บค่าธรรมเนียมลาภลอย-ลดภาษีสรรพสามิต ราคาน้ำมันลดทันที 9 บาท

วันนี้ (25 มี.ค.) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาญัตติด่วน ที่ 6 พรรคการเมืองเสนอเพื่อให้พิจารณาถึงปัญหาของวิกฤตพลังงาน และผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ ก่อนเสนอญัตติ สส.ฝ่ายค้านได้พยายามเรียกร้องให้ฝ่ายรัฐบาลส่งตัวแทนมาร่วมฟังและชี้แจงในบางประเด็นด้วย อาทินายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เห็นว่า ควรใช้เวลาในการประชุมอย่างเต็มที่ และเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง แต่ขอเรียกร้องให้มีคำชี้แจงจากตัวแทนฝ่ายบริหาร เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย เนื่องจากมีหลายคนดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายบริหาร และเป็น สส. โดยข้อบังคับเปิดช่องให้ประธานสภา อนุญาตให้ตัวแทนฝ่ายบริหารที่เป็น สส. เข้าชี้แจงได้ จึงขอความร่วมมือจากรัฐบาลส่งตัวแทนมาชี้แจง เพื่อให้การประชุมเกิดประโยชน์สูงสุด

ด้าน นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า โดยปกติรัฐมนตรีจะเป็นผู้ตอบกระทู้สดหรือกระทู้ทั่วไป แต่กรณีนี้เป็นญัตติด่วนด้วยวาจา ซึ่งเป็นเรื่องของสภา จึงไม่ขัดข้องหากสมาชิกจะอภิปรายเพื่อนำปัญหาไปสู่รัฐบาล อย่างไรก็ตาม ควรให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกในการอภิปราย ส่วนการเสนอข้อมูลหรือชี้แจงเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อ้างข้อบังคับการประชุมข้อ 30 ว่า นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีสามารถแถลงต่อที่ประชุมได้โดยได้รับอนุญาตจากประธานสภา พร้อมชี้ว่า ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชน รัฐบาลควรใช้เวทีสภาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ และหากไม่สามารถเข้าชี้แจงได้ ยังสามารถมอบหมายบุคคลอื่นมาตามข้อบังคับข้อ 76 ได้

“หากต้องการให้การหารือมีคุณภาพ และประชาชนได้รับทราบแนวทางแก้ไขปัญหา เหตุใดรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ จึงไม่สามารถมาชี้แจงได้ ในเมื่อมีการให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนอยู่แล้ว นี่จึงเป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงต่อสภาอย่างเป็นทางการ” นายรังสิมันต์ กล่าว

ขณะที่ นายโสภณ พยายามประนีประนอม โดยระบุว่า ประเด็นใดที่ไม่ขัดต่อข้อบังคับสามารถอนุญาตได้ แต่ขอให้มีการเสนอญัตติก่อน

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเห็นว่า ระบบการปกครองแบบรัฐสภาไม่ได้แยกฝ่ายนิติบัญญัติ กับฝ่ายบริหาร อย่างเด็ดขาด โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 164 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 168 กำหนดให้คณะรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีชุดใหม่ จึงเห็นควรให้มีตัวแทนฝ่ายบริหารเข้ามาชี้แจง เพื่อให้การพิจารณามีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม นายโสภณ ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการเสนอญัตติ และไม่สามารถทราบได้ว่าจะมีผู้ใดจากฝ่ายบริหารมาชี้แจงหรือไม่ เนื่องจากเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารที่ไม่สามารถบังคับได้ พร้อมขอให้สมาชิกดำเนินการเสนอญัตติและอภิปรายต่อไป

จากนั้นได้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา โดย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายเสนอแนวทางรับมือวิกฤตจากสงครามตะวันออกกลาง ชี้ข้อมูลกระทรวงพลังงานระบุโรงกลั่นผลิตน้ำมันเต็มกำลัง เช่น ดีเซลวันละ 77 ล้านลิตร แต่ข้อเท็จจริงจากปั๊มน้ำมันและผู้ประกอบการกลับได้รับน้ำมันลดลง และยังพบการโก่งราคาขายส่ง จึงตั้งข้อสังเกตว่าระบบกระจายอาจมีปัญหา พร้อมเรียกร้องให้รัฐเร่งเปิดเผยข้อมูลเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน

นายเอกนัฏ เสนอให้โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ 6 แห่ง เปิดเผยข้อมูลการผลิตและการส่งออกอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบ และหากพบการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ควรใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด โดยเตือนว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ แม้กลั่นเต็มกำลังแต่ไม่ถึงมือประชาชน รัฐบาลต้องใช้อำนาจอย่างเข้มงวดจัดการปัญหา

พร้อมกันนี้ ยังตั้งข้อสังเกตต่อกลไกกองทุนน้ำมันว่าการตรึงราคาทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เปรียบเหมือนการนำเงินอนาคตมาใช้ และอาจกลายเป็นการอุดหนุนผู้ประกอบการมากกว่าประชาชน พร้อมฝากถึงรัฐมนตรีพลังงานคนใหม่ให้มีความกล้าทางการเมือง รับฟังประชาชนมากกว่าเจ้าหน้าที่ และใช้โอกาสนี้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศอย่างจริงจัง

ด้าน นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนเรื่อง “วิกฤตน้ำมัน” ชี้ว่าน้ำมันเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางกระทบโดยตรง พร้อมย้ำว่า การรับมือวิกฤตจำเป็นต้องอาศัยภาวะผู้นำที่เข้าใจเศรษฐกิจโลก กล้าตัดสินใจ และเห็นอกเห็นใจประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลปรับแนวทางการทำงาน 3 ด้านหลัก


ประเด็นแรก เสนอให้เปลี่ยนจากการบริหารแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟังและเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้จริง ทั้งสถานการณ์น้ำมันและข้อมูลปั๊มในพื้นที่ เพื่อคลายความตื่นตระหนก ขณะที่ประเด็นที่สอง เสนอให้ยกเลิกการตรึงราคาที่กำหนดระยะเวลาแน่นอน ซึ่งทำให้เกิดความโกลาหลหน้าปั๊ม และหันมาใช้อุดหนุนแบบขั้นบันได ควบคู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เกษตรกร ประมง และภาคขนส่ง รวมถึงใช้มาตรการภาษีอย่างสรรพสามิตและภาษีลาภลอย

ส่วนประเด็นที่สาม เสนอให้ปรับการช่วยเหลือภาคเกษตร จากโครงการธงเขียวที่เข้าถึงจำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัปพลายเชนและแจกคูปองปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรอย่างทั่วถึง โดยอาศัยฐานข้อมูลที่มีอยู่ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม และต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้นำยืนอยู่เคียงข้างในยามวิกฤต

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า แม้วิกฤตพลังงานจะมีต้นตอจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในประเทศไทย สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการบริหารจัดการและแก้ปัญหา จนนำไปสู่ความทุกข์ร้อนของประชาชน

นายกรณ์ กล่าวว่า โชคดีที่ครั้งนี้เป็นเพียงการอภิปรายญัตติ ไม่ใช่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะเชื่อว่าแม้แต่ สส.ฝ่ายรัฐบาลจำนวนไม่น้อย ก็คงลำบากใจที่จะยกมือไว้วางใจรัฐบาล เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ของฝ่ายรัฐบาลเองก็ได้รับความเดือดร้อนไม่ต่างจากประชาชนในพื้นที่ของฝ่ายค้าน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ความล้มเหลวในการบริหารจัดการเห็นได้ชัดจากข้อมูลที่ย้อนแย้งกัน โดยเฉพาะกรณีที่นายเอกนัฏ ในฐานะว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า มีการกลั่นน้ำมันมากเกินความต้องการใช้ในแต่ละวัน แต่กลับไม่มีน้ำมันขายให้ประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่า “ไอ้โม่งมีจริง” และสิ่งที่รัฐบาลขาด คือ การติดตามข้อมูลน้ำมันทุกหยดอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันที่เป็นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน รวมถึงปัญหาการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันด้วย

“นายกฯ บอกว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนก เพราะบริหารล้มเหลว และกักตุน ขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ผมขอให้เอาจริง ไม่เช่นนั้น สุ่มเสี่ยงจะคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน” นายกรณ์ กล่าว

นายกรณ์ ยังระบุว่า รัฐบาลได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะปล่อยลอยตัวราคาน้ำมัน ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวไว้ โดยสาเหตุสำคัญมาจากการที่รัฐบาลไม่ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันก่อนเกิดวิกฤตสงคราม จนนำไปสู่การกักตุนและเก็งกำไร ซึ่งถือเป็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการ อีกทั้งยังปล่อยให้โรงกลั่นขายน้ำมันโดยมีค่าการกลั่นสูงถึง 3 เท่า ทำให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน ขณะที่รัฐบาลกลับส่งสัญญาณให้ประชาชนประหยัด แต่ตนเห็นว่ารัฐบาลควรเริ่มประหยัดจากตัวเอง และหาทางลดภาระภาษีให้กับประชาชนก่อน

นายกรณ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีพูดถึงการลอยตัวราคาน้ำมัน แต่กลับไม่คิดลดภาษี โดยอ้างว่า รัฐจำเป็นต้องใช้เงิน ทั้งที่ประชาชนก็มีความจำเป็นมากกว่าเช่นกัน หากต้องการให้ช่วยประหยัด รัฐบาลและโรงกลั่นก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ มีข้อเสนอ 2 แนวทาง คือ การจัดเก็บ “ธรรมเนียมลาภลอย” จากกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต เพื่อนำมาช่วยลดภาระให้ประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน และการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 6 บาทต่อลิตร ซึ่งทั้ง 2 มาตรการนี้จะช่วยลดราคาน้ำมันได้ถึงลิตรละ 9 บาท และรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ทันที

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงค่าไฟฟ้า ว่า เชื่อว่า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ค่าไฟฟ้าจะต้องปรับตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอนจากกลไกตลาด ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนสูตรการซื้อไฟฟ้าที่เอื้อให้นายทุนได้กำไรเพิ่มขึ้น หากต้นทุนก๊าซสูงขึ้นแล้วผลักภาระทั้งหมดไปให้ประชาชน เชื่อว่า ประชาชนจะไม่ยอมรับ เพราะถือเป็นการทอดทิ้งประชาชนให้แบกรับภาระเพียงฝ่ายเดียว

นายกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกรัฐบาลย่อมต้องเผชิญวิกฤตของตัวเอง และสำหรับรัฐบาลชุดนี้ วิกฤตที่กำลังเผชิญ คือ สงครามในตะวันออกกลาง แต่สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง คือ รัฐบาลต้องไม่ใช้วิกฤตเป็นข้ออ้าง หากแต่ต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากเกินไป พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหา พูดความจริงกับประชาชน และไม่ควรปล่อยให้ข้าราชการระดับสูงออกมาชี้แจงแทนฝ่ายการเมือง

“รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องออกมาอธิบายด้วยตัวเอง “อย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี” เพราะประชาชนต้องการฟังคำชี้แจงที่ชัดเจน เพื่อสร้างความไว้วางใจและคลายความตื่นตระหนกที่กำลังเกิดขึ้น” นายกรณ์ กล่าว