xs
xsm
sm
md
lg

ข้อมูลใหม่เขมรประชิดชายแดน เตรียมเปิดปะทะ รอบ 3 !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง - พล.ต. วินธัย สุวารี
เมืองไทย 360 องศา

สถานการณ์หาเติมน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ยังวิกฤตทั่วประเทศ เพราะนาทีนี้กลายเป็นว่าแม้น้ำมันราคาแพง ก็ใช่ว่าจะหาเติมได้ง่ายๆ ยังต้องตระเวนหาหรือบางครั้งต้องนอนค้างเพื่อรอเติมน้ำมันพอมาประทังให้สามารถใช้ชีวิตและประกอบอาชีพแบบเอาให้รอดก่อน

อย่างไรก็ดี ระหว่างที่มัวสาละวนอยู่กับการหาเติมน้ำมันกลับได้เห็นความเคลื่อนไหวตามชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านตะวันออก ที่พบว่าฝั่งกัมพูชากำลังมีการเคลื่อนไหวทางทหารโดยเสริมกำลังเข้ามาประชิดฝ่ายไทยมากขึ้น ทำให้ฝ่ายทหารมองว่ามีโอกาสที่จะเกิดการปะทะในรอบที่สามในเร็วๆ นี้ เป็นไปได้สูงมาก 

ข้อความที่โพสต์ ของ พลโทธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ว่า มีคนกล่าวไว้ “No mission too difficult, no sacrifice too great, duty first.”

“ไม่มีภารกิจใดที่ยากเกินไป ไม่มีการเสียสละใดที่ยิ่งใหญ่เกินไป เพราะ หน้าที่ของเรานั้นเหนือสิ่งอื่นใด”

พร้อมระบุว่า วันนี้สถานการณ์ชายแดน ไทย-เขมร ดูจะมีทิศทางที่จะใช้กำลังทหารเข้าสู้รบลดลง แต่ไปเพิ่มในการเดินเกมที่ใช้ กฏหมายระหว่างประเทศ และใช้โลกล้อมไทย แต่โดนกระแสความขัดแย้ง สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน บดบัง แต่ก็ยังคงวางใจไม่ได้ ว่าจะไม่มีการสู้รบโดยใช้กำลังทหารอีก

ปัจจัยที่ควรคำนึง 2 ประการใหญ่ๆ คือ 1) การที่เขมรสั่งซื้ออาวุธจำนวนมากจากหลายประเทศในยุโรปตะวันออก

2) เขมรจะมีการเลือกตั้งในปี 2570 เพราะฉะนั้น 2 ประเด็นนี้คือสิ่งบอกเหตุที่อาจจะนำไปสู่การใช้กำลังสู้รบบริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 3 เพียงแต่ยังไม่เกิดแบบเร่งด่วนปัจจุบันทันด่วน 4-5 เดือนจากนี้ไปหลังหน้าฝน คือเวลาที่ต้องจับตามอง เพราะฉะนั้น เราจึงประมาทไม่ได้ ทหารเราต้องกลับไปทำ 2 สิ่งนี้

1) ฝึกเพิ่มเติมโดยใช้ บทเรียนจากการรบทั่ง 2 ครั้งมาปรับปรุง แนวคิดในการใช้กำลังครั้งต่อไป 2) ฟื้นฟูทหาร และ สะสมอาวุธ/ยุทโธปกรณ์ ให้มีความพร้อมในการสู้รบครั้งต่อไป

ขอให้พวกเราอย่าประมาทมัวแต่ชื่นชม ดีใจกับการสู้รบ 2 ครั้งที่ผ่านมา การเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ คือสิ่งที่ทหารเราทุกนายต้องกลับมาเตรียมตัว

ในวันเดียวกัน พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่ฝ่ายกัมพูชา “จะเปิดรอบสาม” และตอบคำถามถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาวางกำลังประชิดชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดยยอมรับว่า ยังมีการวางกำลังประชิดชายแดนกัน แต่ไม่ได้ประชิดมาก เหมือนห้วงที่ผ่านมา เนื่องจากหลายพื้นที่มีการเปลี่ยนแนว ซึ่งทหารกัมพูชาก็จะหาพื้นที่ที่เหมาะสม หลังจะต้องถอยร่นออกจากชายแดนไทยไป เนื่องจากหลายพื้นที่ขณะนี้อยู่ในความควบคุมของฝ่ายไทย

แต่ยอมรับว่า บางพื้นที่มีการขยับเข้ามาใกล้ แต่ไม่ได้เลยแนวเส้นสมมุติฐาน หรือเส้นปฏิบัติการที่ฝ่ายไทยยึดถืออยู่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวล ในขณะที่การปฏิบัติการของกองทัพภาคที่ 2 ก็ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีการใช้อาวุธ เช่น การเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ตรวจพื้นที่ การปรับปรุงฐานที่มั่นที่ กรณีเกิดเหตุไม่คาดคิด ก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้ รวมถึงการเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปะทะรอบที่ 3 นั้นเป็น ข้อมูลทางด้านการข่าว ทหารฝั่งกัมพูชายังคงการเคลื่อนไหว ก็จะเห็นสัญญาณบางอย่าง แต่ยังไม่อยู่ในระดับที่น่ากังวล แต่ข้อมูลที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคตก็อาจเกิดขึ้นได้ แต่ทั้งนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนในอนาคตก็ต้องมีการประเมินเป็นห้วงเวลา

แม้ว่าทั้งด้านการข่าวทางทหารและการประเมินความเป็นไปได้ว่าจะมีการ “ปะทะรอบ3” นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากสังเกตได้จากการวางกำลังทหารเข้ามาประชิดชายแดนในบางพื้นที่ เช่น ปราสาทตาควาย และเนิน 350 เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีเมื่อประเมินถึงศักยภาพของฝ่ายกัมพูชาในเวลานี้ยังมั่นใจว่า เขายังไม่มีความพร้อม เพราะสิ่งที่เห็นความเคลื่อนไหวที่ยังเน้นหนักในเรื่องของการ “ยื่นประท้วง” แบบ “ฟ้องโลก” รวมไปถึงการแถลงข่าวของฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่าในเวลานี้ทั่วโลกกำลังจับตาจ้องไปที่สงครามในตะวันออกกลางระหว่าง สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน รวมไปถึงเรื่องวิกฤติพลังงานที่กระทบมาถึงตัวเอง ยังไม่มีใครมาสนใจความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายยังประเมินตรงกันว่า ในสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางตอนนี้ ฝ่ายกัมพูชาถือว่าได้รับผลกระทบด้านพลังงานหนักหน่วงที่สุดประเทศหนึ่งในย่านนี้ เพราะต้องนำเข้าน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติ ทั้งหมด จากเดิมที่ต้องนำเข้าจากประเทศไทย แต่เมื่อมีปัญหากับไทยทำให้ต้องหันไปนำเข้าจากสิงคโปร์ และเวียดนาม แทนและต้องเพิ่มค่าขนส่งที่แพงขึ้น อีกทั้งเวลนี้ประเทศดังกล่าวเริ่มจำกัดการส่งออกน้ำมัน ทำให้ในประเทศมีปัญหาอย่างหนัก ทั้งราคาแพงมากและจำกัดปริมาณการเติม เรียกได้ว่าหนักหนาสาหัสใช้ได้เลย

แต่ถึงอย่างไร สำหรับกัมพูชาที่ยังอยู่ในกำมือของ “ตระกูลฮุน” อย่าง นายฮุน เซน และ นายฮุน มาเนต ที่แม้ว่าจะประสบกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจหนักหนาสาหัสแค่ไหน แต่ก็สามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองเอาไว้ต่อไป ซึ่งที่ผ่านมามักจะนำมาใช้เสมอ นั่นคือ การ “ปลุกกระแสชาตินิยม” เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเฉพาะมักจะนำมาใช้ในช่วงใกล้การเลือกตั้งทุกครั้ง และมักสร้างกระแสความขัดแย้งชายแดนทั้งกับเวียดนาม ลาว และกับไทย ขึ้นอยู่กับว่าจังหวะเวลาไหน เหมือนกับตอนนี้มีการจับตากันว่าน่าจะเป็นชายแดนที่ติดกับประเทศไทย

เพราะที่ผ่านมาในการปะทะกันในรอบที่ 2 ฝ่ายไทยสามารถยึดคืนดินแดนกลับคืนมาได้เกือบหมด สูญเสียพื้นที่ยุทธศาสตร์แทบจะตลอดแนวชายแดน ทำให้ “สองพ่อลูก” เสียหน้า ทำให้เสียศรัทธาจากชาวบ้านจำนวนมาก ขณะที่การเลือกตั้งครั้งต่อไปของกัมพูชาจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 70 หรือในปีหน้า ทำให้มีการประเมินกันว่าอาจจะมีการ “เปิดรอบสาม” โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกคะแนนนิยมให้กลับมาอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี หากมีการปะทะกันในรอบที่สาม เชื่อว่าคราวนี้ทางฝ่ายไทยก็คงมีการเตรียมพร้อม และไม่ประมาท เพราะที่ผ่านมาเชื่อว่าในทางฝ่ายทหารย่อมติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และที่สำคัญหากถามความรู้สึกของคนไทยแทบทั้งหมดรับรองว่า “หนุนเต็มที่” แบบเอาให้สุดซอยแบบไม่ต้องคาใจกันอีกต่อไป !!