เมืองไทย 360 องศา
เริ่มนั่งไม่ติดแล้วสำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ได้ยกเลิกภารกิจอื่นทั้งหมดตลอดทั้งวัน เพื่อเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาน้ำมัน “ขาดแคลนที่ปั๊ม” จนต้องมีการเข้าคิวจอดรถรอเติมน้ำมันอันจำกัด ซึ่งลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นมานานกว่าสองสัปดาห์แล้ว ขณะที่รัฐบาลตั้งแต่นายกรัฐมนตรีลงมา ย้ำว่า “มีน้ำมันสำรองใช้ได้ถึงร้อยวัน”
อย่างไรก็ดี เชื่อว่าวันนี้ชาวบ้านอยากรู้มากกว่านั้นคือ ตอนนี้ไม่อยากรู้ว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้กี่ร้อยวัน แต่ที่อยากรู้ก็คือ “จะเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอ” ได้กี่โมงมากกว่า นั่นคือ เติมแบบไม่ต้องต่อคิว หรือไม่ต้องจำกัดจำนวน เพราะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการเดินทาง การประกอบอาชีพ เพราะการที่รัฐบาลบอกว่ามีสำรองเกินร้อยวันนั้น แม้ว่าบอกว่ามีเกินถึง 400 วัน หรือ หนึ่งปี แต่ทุกวันต้องเสี่ยงดวง นอนเฝ้าหน้าปั๊มเพื่อรอเติมน้ำมันทุกวันแบบนี้คงไม่ไหวแน่นอน
ปรากฏการณ์ที่ประชาชนทั่วประเทศรอเติมน้ำมันกันจนล้นปั๊ม และมีจำกัดจำนวนลิตร มาเป็นเวลาต่อเนื่องเกินกว่าสองสัปดาห์แล้ว ทั้งที่รัฐบาลบอกว่ามี “น้ำมันเพียงพอ” แต่ภาพที่ออกมามันตรงกันข้าม และเมื่อเป็นอย่างที่เห็นมันจึงสะท้อนให้เห็นภาพ “ความไม่เชื่อมั่น” เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือว่าเป็น “อันตราย” สำหรับรัฐบาล และตัว “ผู้นำ” ที่มาจาก “ความคาดหวัง” ที่สูงลิ่ว อย่างน้อยก็สะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่ออกมากับพรรคภูมิใจไทย และภาพความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากวิกฤตหน้าปั๊มดังกล่าว ยังสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการได้อีกด้วย
สิ่งสะท้อนแรกที่มาก่อนจาก “นิด้าโพล” เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ที่ผ่านมา เผยสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” เกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ
เมื่อสอบถามถึงความตื่นตระหนกเกี่ยวกับวิกฤตการณ์น้ำมันในประเทศ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่มีแนวโน้มวิตกกังวล โดยร้อยละ 31.76 ระบุว่า ค่อนข้างตื่นตระหนก และร้อยละ 17.71 ตื่นตระหนกมาก ขณะที่ร้อยละ 26.64 ระบุว่า ไม่ค่อยตื่นตระหนก และร้อยละ 23.89 ไม่ตื่นตระหนกเลย
ในประเด็นความมั่นใจต่อรัฐบาลเกี่ยวกับกรณีที่มีข้อมูลระบุว่า “น้ำมันสำรองในประเทศจะเพียงพอใช้ได้ 98 วัน” (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569) และความสามารถของรัฐบาลในการหาน้ำมันเพิ่มเติม พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.28 ไม่มั่นใจทั้งสองประเด็น คือ ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน และไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้
รองลงมา ร้อยละ 28.93 มั่นใจว่าน้ำมันสำรองจะพอ 98 วัน และมั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ ร้อยละ 16.72 ไม่มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้ และร้อยละ 9.54 มั่นใจว่าน้ำมันจะพอ 98 วัน แต่ไม่มั่นใจว่ารัฐจะหาเพิ่มได้
เมื่อสอบถามถึงการวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง หากวิกฤตการณ์น้ำมันยังไม่ยุติ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 57.56 ระบุว่า ไม่มีแผนการเดินทางอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางนั้น พบว่า ร้อยละ 14.80 ตัดสินใจยกเลิกแผนการเดินทางทั้งหมด
เชื่อว่าหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป และหากลากยาวไปจนถึงช่วงสงกรานต์ทุกอย่างก็จะยิ่งทรุดหนัก โดยเฉพาะความเชื่อมั่น ก็ได้แต่หวังว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะคลี่คลายลงไป (เฉพาะการเติมน้ำมัน) เพราะหลังจากนั้นจะต้องเจอกับเรื่อง “ของแพง” ทุกอย่างจะพาเหรดกันขึ้นราคาตามมาอีก ซึ่งนี่แหละคือวิกฤตของจริง
แม้ว่านี่คือวิกฤตที่เกิดขึ้นกับทั่วโลก แล้วแต่ว่าประเทศไหนจะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง แต่สำหรับประเทศไทย นานี้นี้ถือว่า “ความเชื่อมั่น” ที่มีต่อตัวผู้นำคือ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เริ่มเปิดมาไม่ค่อยสวยงามเท่าใดนัก เพราะหากพื้นฐานในเรื่องความเชื่อมั่นไม่เต็มร้อยแล้ว การแก้ปัญหาต่างๆในทุกเรื่องที่จะตามมามันก็ยิ่งจะทำได้ยากมากขึ้นไปอีก เพราะความเชื่อมั่นถือว่าเป็นหัวใจสำคัญ
ขณะที่ความเคลื่อนไหวของกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 23 มีนาคม โดย นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมจะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน พิจารณเพิ่มจำนวนสินค้าควบคุมรายการใหม่อีก 12 รายการ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าในกลุ่มเกษตรและอาหาร และของที่จำเป็นในชีวิตประจำวันและมีผลต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม เช่น น้ำดื่ม เม็ดพลาสติก เพราะเป็นสินค้าที่ต้องเร่งแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต และหากได้รับการอนุมัติแล้ว ก็จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 31 มี.ค.2569 ต่อไป ทำให้มีสินค้าและบริการควบคุมรวม 71 รายการ
ทั้งนี้ ยังจะเสนอให้มีการปรับเพิ่มมาตรการสำหรับสินค้าควบคุมอีก 13 รายการ อาทิ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง รวมไปถึงมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวด
แน่นอนว่า เรื่อง “ของแพง” นั้นต้องเกิดขึ้นแน่ และหากรัฐบาลไม่มีวิธีรับมืออย่างได้ผลรับรองว่าจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ และที่สำคัญจะต้องมีปัญหาในเรื่องการประท้วง เกิดม็อบ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องของความเดือดร้อนเป็นชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องประสบพบเจอ
ขณะเดียวกันปัญหาของแพงที่ “ต้องเกิดขึ้นแน่” หากการบริหารจัดการไม่ดี ไม่ทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นที่ดีพอ ยังจะส่งผลกระทบต่อ “เสถียรภาพ” ของรัฐบาลอีกด้วย โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทย ที่เวลานี้มีการแบ่งโควตาคุมกระทรวงเศรษฐกิจทั้งหมด เรียกว่าไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลอื่นเข้ามาดูแลโดยตรง ดังนั้นไม่ว่าผิดพลาด หรือว่าทำงานได้ผลพรรคภูมิใจไทย และตัว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีก็ต้องรับไปเต็มๆ
แต่หากพิจารณาจากแนวโน้มในตอนนี้หาก “เปิดหัว” กันแบบเน้นๆ มาสองเรื่องแล้ว ตั้งแต่ “น้ำท่วมหาดใหญ่” มาจนถึงวิกฤตน้ำมันขาดปั๊มในเวลานี้ ถือว่าการบริหารจัดการ “มีปัญหา” และกำลังทำลายความเชื่อมั่นและความคาดหวังของประชาชน และหากบรรยากาศแบบนี้ลากยาวไปจนถึงช่วงสงกรานต์ รับรองว่า “ดูไม่จืด” แน่ เพราะนี่คือสัญญาณลบกำลังมาเร็วกว่ากำหนด !!


