เมืองไทย 360 องศา
จนถึงวันนี้รัฐบาลยังคงยืนยันว่ามีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึงกว่าสามเดือน ล่าสุดกรมธุรกิจพลังงานก็ออกมายืนยันว่ามีใช้ได้ต่อเนื่องถึง 103 วัน แต่เมื่อสำรวจตามหน้าปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ยังคงมีประชาชนต่อคิวยาวเหยียดเพื่อเติมน้ำมัน และบางแห่งยังจำกัดปริมาณการเติมให้กับยานพาหนะ ขณะที่ไม่เติมให้กับภารชนะอื่นๆ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่องนานเกินสองสัปดาห์แล้ว
เมื่อวันที่ 22 มีนาคม นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำมันภายในประเทศ ว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม มีคำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ผู้ค้ามาตรา 7 และ มาตรา 10 ต้องประกาศราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง และรายงานข้อมูลให้กรมธุรกิจพลังงานทราบภายในเวลา 18:00 น. ของทุกวัน ซึ่งในวันแรกได้มีการรวบรวมข้อมูลมา
สถานภาพของน้ำมันเป็นสิ่งที่ผลิตในประเทศในวันนี้ ผลิต 5 โรงกลั่น มีกำลังผลิตรวม ณ วันนี้ 35.28 ล้านลิตร ซึ่งเป็นเบนซินพื้นฐานที่จะต้องมีการเติมเอทานอล ซึ่งจะผสมโดยผู้ค้าน้ำมันประกอบด้วย 5 โรงกลั่น ดังกล่าว และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เมื่อนำมาผลิต และผสมกับเอทานอลแล้ว นำมาจำหน่ายเป็นกลุ่มน้ำมันเบนซินทั้งแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 จะอยู่ที่ 34.40 ล้านลิตรต่อวัน
ส่วนหนึ่งส่งไปยังผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นผู้ค้าจำหน่ายเบนซินตาม มาตรา 7 จำนวน 14 ราย โดยจำหน่ายผ่านทางสถานีบริการจำหน่ายของปั๊มจำนวน 28.78 ล้านลิตร ที่เหลือจะขายให้ผู้ค้ารายย่อย และคาดว่าภายใน 2 - 3 วันนี้ จะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นสำหรับผู้ค้ารายย่อยทั้งที่ขึ้นทะเบียน และไม่ได้ขึ้นทะเบียน
ขณะที่สถานการณ์ของน้ำมันดีเซลนั้น มีโครงการทั้งสิ้น 6 โรงกลั่น โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 20 มีนาคม มีการผลิตดีเซลพื้นฐานจำนวน 79.91 ล้านลิตร ส่วนหนึ่งจำหน่ายไปยังภาคอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้า และเรือเดินทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล จากนั้น โรงงานจะส่งให้ผู้ค้านำมาผสมไบโอดีเซลจนกลายเป็นดีเซลที่จำหน่ายทั่วประเทศ คือดีเซลหมุนเร็ว ซึ่งผลิตรวมได้ 66.81 ล้านลิตร และส่งต่อให้ผู้ค้ารายย่อย และผู้ค้าที่ผลิตดีเซลหมุนเร็วออกมาก็จะจำหน่ายยังผู้ค้าจำหน่ายทั้ง 15 ราย โดยมีจำนวน 71 ล้านลิตร ซึ่งจะดึงสต๊อกเก่ามาใช้ โดยปริมาณการใช้ดีเซลตามปกติอยู่ที่ 67 - 70 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้สูงขึ้นกว่าปกติ และมีบางช่วงที่ผ่านมาบางวันขึ้นไปถึง 100 ล้านลิตร
ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยงข้องกำลังดำเนินการ ผ่อนผันข้อจำกัดเพื่อเร่งนำน้ำมันเข้าสู่ระบบ และมีการกระจายตัวไปยังสถานีบริการน้ำมันให้เร็วที่สุดตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี
นายสราวุธ ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันสำรองขณะมีอยู่ 103 วัน เป็นน้ำมันสำรองเพื่อการค้า 1,504 ล้านลิตร เป็นน้ำมันสำรองตามกฏหมาย 3,389 ล้านลิตร และอยู่ระหว่างการขนส่ง 4,206 ล้านลิตร และมีน้ำมันที่ยืนยันการจัดหาแล้วจากทุกเส้นทาง 3,700 ล้านลิตร รวมทั้งสิ้น 103 วัน
หากจับความหมายตามคำพูดของฝ่ายรัฐบาลตั้งแต่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รวมไปถึงคนอื่นๆ และล่าสุดก็คือ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ที่พูดยืนยันแบบเดียวกันมีปริมาณน้ำมันสำรองใช้ได้นานถึงกว่าสามเดือน ไม่ต้องเป็นห่วง แต่คำถามก็คือ “แล้วไง” ในเมื่อ “น้ำมันไม่มีให้เติม” ต้องรอเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานข้ามคืน หรือมีก็จำกัดปริมาณ เวลาเดินทางไปต่างจังหวัดต้องแวะเติมน้ำมันเป็นระยะ เพราะแต่ละปั๊มจำกัดปริมาณให้เติมน้ำมันดีเซลได้ไม่เกินครั้งละ 500 บาท ลักษณะอาการแบบนี้มีมานานเป็นสัปดาห์แล้ว
ขณะเดียวกันสำหรับชาวไร่ ชาวสวน ที่ต้องใช้น้ำมันเติมใส่แกลลอน เพื่อนำไปเติมให้กับเครื่องตัดหญ้า ปั๊มน้ำ หรือแม้แต่รถไถนา พวกเขายิ่งหาเติมได้ยากเข้าไปอีก เพราะปั๊มน้ำมันไม่ให้เติมใส่ภาชนะอื่นๆ แน่นอนว่าทุกคนย่อมรับรู้กันดีว่าเป็นเพราะมีการ “ตื่น” ไม่มั่นใจ วิตกว่าน้ำมันขาดแคลน ผลจากสงครามในตะวันออกกลาง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานนับสปดาห์แล้วทำไมสถานการณ์ถึงไม่ดีขึ้น น้ำมันยังขาด หากจะบอกว่าชาวบ้าน “หวาดวิตก” หรือไม่มั่นใจจนต้องแห่ไปเติมน้ำมันพร้อมกันทำให้ขาดแคลน แต่คำถามคือ ทำไมรัฐบาลไม่บริหารจัดการให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่น ในเมื่อย้ำว่า “มีพอใช้นานถึง100 วัน” แต่มันจะมีความหมายอะไรหากยังทำให้น้ำมันในปั๊มน้ำมันทั่วประเทศไม่พอเติมแบบนี้ทุกวัน
นอกเหนือจากนี้สิ่งที่ต้องตามมาก็คือ จากวิกฤน้ำมันแพงคราวนี้ ย่อมตามมาด้วย “สินค้าขึ้นราคา” ทำให้ “ค่าครองชีพ” พุ่งสูงปรี๊ด ซึ่งเตรียมรับมือกันได้เลยว่าต้องเดิขึ้นแน่ๆ และเวลานี้หลายรายการก็เริ่มขยับขึ้นไปแล้ว ขณะที่พวกรายใหญ่ก็เริ่มแจ้งราคาต้นทุนเพื่อขอปรับราคาสินค้ากับกระทรวงพาณิชย์เอาไว้แล้ว ซึ่งในเรื่องราคาสินค้า เมื่อขึ้นไปแล้ว ก็ “ไม่มีทางปรับลงมา” อยู่แล้ว ขึ้นแล้วขึ้นเลย แม้ว่าในเวลาต่อมาราคาน้ำมันจะลดลงมาแล้วก็ตาม
แน่นอนว่าสำหรับรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเกิดขึ้นด้วยความคาดหวังของประชาชนที่สูงลิ่ว แต่ขณะเดียวกันในภาวะวิกฤตที่ต้องเจอในเวลานี้ถือว่า “หนักหนาสาหัส” แต่อีกด้านหนึ่งมันก็ถึงเวลาที่จะต้องพิสูจน์ฝีมือกันอย่างจริงจังเสียที ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้นำคือ นายอนุทิน รวมไปถึงบรรดา “แทคโนแครต” ทั้งหลายที่ถูกดึงเข้ามาร่วม ไม่ว่าจะเป็น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ว่าพวกเขาจะ “เอาอยู่” หรือไม่
เพราะหากการแก้ปัญหาที่รู้กันว่ามัน “หนักหน่วง” เหมือน “งานหิน” แบบนี้ หากทำไม่ได้ตามที่ประชาชนคาดหวังตั้งแต่ต้นมือแบบนี้ รัฐบาล “อนุทิน 2” ที่กำลังจะเริ่มต้นในอีกไม่นาน อาจถึงคราว “เจ๊ง” ก่อนกำหนดก็เป็นไปได้ และที่ผ่านมาก็เริ่มจากการแก้วิกฤติพลังงาน โดยเฉพาะ เรื่องน้ำมัน “ขาดปั๊ม” จะทำอย่างไร จะแก้ปัญหาให้คลี่คลายได้กี่โมง เพราะสิ่งที่ชาวบ้านอยากเห็นก็คือ ต้องได้เติมน้ำมันได้ตลอดเวลา แม้ว่าต้องทำใจกับการปรับขึ้นราคาก็ตาม อีกทั้งที่ต้องเจอตามมาก็คือวกฤติสินค้าแพงจะรับมือได้แค่ไหน รอชม !!


