หน.พรรคส้ม บอกเดี๋ยวต้องเคลียร์กับลูกพรรค หลังพากันจ้อ “งูเห่าพรรคส้ม” ซื้อเสียง จะได้เข้าใจตรงกัน ยัน รับไม่ได้อยู่แล้ว เปิดใจทำไมกลับกลอกก่อนโหวตบอกไม่มีงู แต่หลังโหวตบอกรู้อยู่แล้ว เหตุไม่อยากทำลายความเชื่อมั่นในองค์กรหากเรื่องไม่จริง ชี้ สส.ขายตัวแก้ไม่ได้ถ้า รธน.ยังบิดเบี้ยวเปิดช่องให้คนขายอุดมการณ์กิน
วันนี้ (22 มี.ค.) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณี สส. ในพรรคประชาชนออกมาเปิดเผยว่า นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส. พรรคประชาชน จังหวัดอุดรธานี งูเห่าของพรรคได้เป็น สส. เพราะซื้อเสียง ว่า เรื่องที่คนของพรรคออกมาสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้น และมีการตรวจสอบเบื้องหลัง บางอย่างอาจมีความเข้าใจผิด ที่ผ่านมา อาจมีข่าวลือจากการพูดคุยภายในพรรค แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับไทม์ไลน์ที่มาที่ไปเบื้องหลังของปัญหา ตนในฐานะทีมบริหารได้มีการพูดคุยกับฝ่ายบริหารของพรรค จะมีการสื่อสารกับ สส. และองคาพยพของพรรคประชาชน เร็วๆ นี้ เพื่อที่จะเล่าถึงเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อทุกคนจะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน แต่การดำเนินการไปข้างหน้า ยืนยันว่า พรรคพร้อมที่จะลงโทษ อย่างเด็ดขาด ให้ สส. งูเห่า ได้รับบทลงโทษที่หนักที่สุดที่สามารถได้รับในการกระทำนี้ แต่ขอหารือที่ประชุม สส. ภายในพรรคว่าจะลงโทษในรูปแบบใด จากนั้นจะมีการแถลงแถลงข่าวเร็วๆ นี้ พร้อมเน้นย้ำว่าการซื้อเสียงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ส่วนจากข่าวที่ออกไปว่าพรรคมีการรับรู้ก่อนหน้านี้หรือไม่ว่าบุคคลดังกล่าวมีการซื้อเสียงเข้ามา ตนคิดว่า บางส่วนอาจเป็นความเข้าใจผิดหรือข่าวลือที่เกิดขึ้น โดยในพรรคมีระบบรับฟังความเห็น ผ่านคณะกรรมการสรรหา
“ตอนนี้เราตรวจสอบข้อเท็จจริงไปเบื้องหลังว่าตั้งแต่ต้นถึงปัจจุบัน ผ่านกระบวนการสรรหาอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างการเปิดระบบรับฟังความเห็นจากประชาชน จากที่มีการเปิดเผยรายชื่อผู้สมัคร สส. ให้ประชาชนในพื้นที่และทั้งประเทศส่งเสียงสะท้อนเข้ามาถึงข้อกังวลห่วงใย เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า กรณี นายสุริยา ไม่มีการร้องเรียนเข้ามา บางทีเราอาจจะได้ยินข่าวลือ ตัวแทนของพรรคบางส่วนอาจจะได้ยินข่าวลือ ว่าพรรครับรู้มาแล้วหรือไม่แต่เหตุใดยังให้ลงสมัครต่อ ขอเรียนว่า บางส่วนอาจเป็นความเข้าใจผิด ดังนั้น ขอทำความเข้าใจภายในพรรคให้เป็นที่สิ้นสุดข้อเท็จจริงเดียวกัน ส่วนบนลงโทษยืนยันว่าจะลงโทษให้หนักที่สุดเท่าที่คนเป็นงูเห่าจะต้องได้รับ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีวันโหวตนายกฯ ซึ่งก่อนโหวตให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีงูเห่า แต่พอโหวตเสร็จสิ้นบอกว่ารู้อยู่แล้ว ว่า ก่อนโหวตนั้น ตนยืนยัน เชื่อว่า จะไม่มีงูเห่าเกิดขึ้น เพราะบริบทในขณะนี้รัฐบาลเสียงข้างมากมีเสถียรภาพ และไม่มีมีความจำเป็นใดต้องทำเช่นนี้ และการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในภาพรวมต่อระบบการเมืองไทย การที่ประชาชนมอบความไว้วางใจให้กับ สส. คนใด ไม่ว่าพรรคการเมืองใดไม่ควรเกิดเหตุการณ์หนักดังกล่าวขึ้น ที่มีการซื้อตัว สส. ข้ามขั้วหรือการโหวตสวนมติพรรค แบบนี้ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำลายความคิดของตนเองที่คิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น รวมถึงความเชื่อมั่นของประชาชน อยากให้ตั้งคำถามกลับไปว่าคนที่ทำเช่นนี้ทำไปเพื่ออะไร
“ขณะเดียวกัน วันนั้นที่ให้สัมภาษณ์แบบนั้นไป ในฐานะหัวหน้าพรรคอย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้นมีแค่เสียงลือเสียงสะท้อนมา ในฐานะหัวหน้าพรรคก็ต้องยืนยันว่าเราจะต้องเชื่อมั่น เพื่อน สส. ร่วมพรรค หากหัวหน้าพรรคยังมอบความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกไม่ได้ หากเขาไม่ได้เป็นงูเห่าจริงเท่ากับว่า ผมในฐานะผู้นำไปทำลายความเชื่อมั่นเชื่อใจเราระหว่างเพื่อนร่วมงานหรือไม่” นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า จากที่สัมภาษณ์ช่วงหลังโหวต ว่า ได้ทราบมาก่อนหรือไม่ ยอมรับว่า รับทราบ เป็นเหตุผลที่ชี้แจงว่าเราฟังหูไว้หู เราต้องมีน้ำหนักแม้จะได้รับเสียงสะท้อนมาแต่การให้สัมภาษณ์ต่อสาธารณะไม่สามารถที่จะกล่าวหาเพื่อนร่วมได้ จนกว่าจะมีการกระทำเหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นจริง
นายณัฐพงษ์ ยังเปิดเผยว่า มีตัวแทนในพรรคได้พูดคุยกับนายสุริยามาโดยตลอด แต่จะขอความชัดเจนหลังมีการพูดคุยสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะตอนนี้อาจยังมีความเข้าใจกันอยู่บ้าง จะชี้แจงในพรรคว่ากระบวนการสรรหาที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ส่วนบทลงโทษในหลักการเห็นตรงกัน
ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหนต้องทำให้เกิดบทลงโทษที่หนักและรุนแรงที่สุดที่จะทำให้เกิดเกิดขึ้นกับนายสุริยา
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหางูเห่าจะต้องแก้ไขที่ระบบการเมือง หากสุดท้ายรัฐธรรมนูญยังออกแบบบิดเบี้ยว เปิดช่องให้คนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาขาย ตัวเองให้พรรคการเมืองอื่นเอาเงินมาซื้อไปได้ หรือการขายอุดมการณ์ตัวเองได้ เพราะนอกจากเกิดเหตุการณ์กับพรรคประชาชนแล้ว ชี้ว่ายังเกิดเหตุการณ์แบบเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นด้วย จึงมองว่า สส. งูเห่าก็จะไม่หมดไปจากการเมืองเมืองไทย
ดังนั้น หากจะแก้ไขเรื่องนี้นอกจากกระบวนการตรวจสอบในพรรคที่ต้องมีความเข้มข้นมากขึ้นแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญและกติกาการเมืองเป็นสิ่งสำคัญ ที่ประชามติเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบแล้วให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตนหวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชน ไม่ได้หวังเข้ามาครอบงำองค์กรอิสระหรือกลไกทางการเมืองให้อยู่กับพวกของตัวเองอย่างเดียว


