xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน” ร่วมงานวันเกิด “แนวหน้า” 46 ปี เปิดใจเส้นทางสู่ทำเนียบฯ ยันไม่รู้จักงูเห่าส้ม พร้อมหนุน 3 ข้อเสนอ “หมอวรงค์”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อนุทิน” เบิร์ธเดย์ 46 ปี “แนวหน้า” เปิดใจ เส้นทางก่อนสู่ทำเนียบนายกฯ คนที่ 32 ย้ำ ไม่รู้จักงูเห่าส้ม บอกถ้าเจอจะขอบคุณที่โหวตให้ พร้อมหนุน 3 ข้อเสนอ “หมอวรงค์” ลดมื้ออาหาหารสภา ลดจำนวนผู้ช่วย-เงินบำนาญ สส.

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 20 มี.ค.ที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ถ.วิภาวดีรังสิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าอวยพรบริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า เนื่องในโอกาสครบรอบ 46 ปี ก้าวสู่ปีที่ 47 โดยมีคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย นางผาณิต พูนศิริวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท หนังสือพิมพ์แนวหน้า จํากัด น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ผู้อํานวยการข่าว นายปรเมษฐ์ ภู่โต บรรณาธิการอำนวยการ ให้การต้อนรับ โดยนายกรัฐมนตรีเขียนคำอวยพรเป็นที่ระลึกว่า “ขอแสดงความยินดีกับทีมงานแนวหน้าทุกคนครับ”

จากนั้น นายกฯ ให้สัมภาษณ์ในรายการแนวหน้าออนไลน์ ถึงกล่าวถึงการตัดสินใจตั้งพรรคภูมิใจไทย ว่า ดอนนั้นเป็นจังหวะที่แยกตัวออกมาจากพรรคพลังประชาชน นายสมชาย วงสวัสดิ์ อดีตนายกต้องพ้นจากตําแหน่งไป จึงเห็นว่า ในยุคนั้น สถานการณ์การบ้านเมืองมีความไม่มั่นคง และมีความแตกแยก ซึ่งเรามองว่าถ้าเราไปอยู่ขั้วที่มีความสงบ และทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ดี นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่เราควรจะทํา

ซึ่งตอนนั้น พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ เราก็ต้องหาสังกัด ตอนนั้นเราใช้ชื่อว่ากลุ่มเพื่อนเนวิน มี 22 คน และ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุชา นาคาศัย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ต่างออกมาเหมือนกัน ก็ชวนกันมา และตอนนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของตนท่านอาวุโส ก็เป็นหัวหน้าพรรค และมี นางพรทิวา นาคาศัย เป็นเลขาธิการพรรค และใช้หัวพรรคภูมิใจไทย ทํากิจกรรมการเมืองตั้งแต่นั้นมา


เมื่อถามว่า ตอนเด็กๆ เคยฝันว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คุณพ่อของตนเป็นนักธุรกิจอยู่ในวงการก่อสร้าง ซึ่งก็รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพอสมควร รวมถึงข้าราชการ แล้วคุณพ่อของตนก็มีความสนิทสนมกับ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ตนก็มีโอกาสได้สัมผัส กลิ่นอายของการบริหารประเทศ ซึ่งตอนนั้นตนก็ทํางานกับภาคเอกชน พอได้เข้าไปเห็นพื้นที่การเมืองก็รู้สึกสนุกดี จริงๆ ตอนนั้น คุณพ่อตนจะพาไปเจอพลเอก ชาติชาย บ่อยๆ ช่วงเย็นก็จะเห็นข้าราชการมาสังสรรค์พูดคุยกัน

เมื่อถามว่า นายกฯ เป็นคนชอบเล่นโซเชียลมีเดีย และเมื่อเห็นประเด็นอะไรก็จะเข้าไปคอมเมนต์ด้วยตัวเอง นายอนุทิน กล่าวว่า ตนถูกทีมงานของตนดึงหางทุกวัน ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่เป็นภาพจําอย่างหนึ่ง หลายคนยังจําได้ และเมื่อตนคอมเมนต์ไปอย่างนั้น หลายคนที่เข้ามาด่า ตนเชื่อว่า เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มีสปิริตที่ดี เพราะเมื่อตนชี้แจงไปเขาก็เข้าใจ แล้วเขาก็กลับมาขอบคุณ

เมื่อถามว่า ในการโหวตนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ มีงูเห่าสีส้ม มาจากงูดูดงู ด้วยเงิน 20 ล้านบาท และให้เงินเดือนอีกเดือนละ 4 แสนบาท นายอนุทิน กล่าวว่า เงินเดือนนายกฯยังแสนเดียวเอง ตนก็ไม่ทราบว่าเขามาจากไหน และไม่รู้จักเขา ทราบว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคประชาชน แต่ยังไม่เคยเห็นตัวจริง และน่าจะเป็น สส.สมัยแรก ตอนนี้ตนมีข้อมูลเพียงเท่านี้ ตนก็ไม่ทราบว่าเหตุผลที่เขาลงมติให้ตนด้วยเหตุอะไร แต่เรื่องของแรงจูงใจหรือค่าตอบแทนรับรองว่าไม่มีแน่นอน

เมื่อถามว่า เสียงของพรรคภูมิใจไทยมั่นคงแล้ว การจะเพิ่มใหม่อีกหนึ่งเสียงก็ไม่ช่วยอะไร นายอนุทิน กล่าวว่า ก็นั่นสิ คําตอบก็อยู่ในคําถาม แต่ถ้าตนเจอเขาก็ต้องเดินเข้าไปขอบคุณที่เลือกตน ก็คงมีการกระบวนการทางการเมือง เขาอาจจะมาเลือกเราเพราะนโยบายของเราไปโดนพื้นที่บ้านเขาหรือไปโดนใจ อาจจะมาเลือกตนได้ แต่ก็คงทําหน้าที่ตรวจสอบไป ซึ่งพรรคประชาชนทั้งพรรคก็เคยมาเลือกตน แต่เขาก็ทําหน้าที่ตรวจสอบ เลือกให้มาทํางานแล้วเขาก็ตรวจสอบ


เมื่อถามว่า นายอนุทิน เข้ามาในสถานการณ์ลุยไฟ ก่อนหน้านี้ ก็เรื่องของชายแดนกัมพูชา ตอนนี้ก็เรื่องของอิหร่าน นายอนุทิน กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ามาก็มีวิกฤตการณ์ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งกลไกของรัฐก็มีความพร้อมในระดับหนึ่ง เรามีแผนเผชิญเหตุเสมอว่าถ้ามีเหตุอย่างนี้ต้องทําอย่างไร และความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐเท่านั้น จะต้องมีความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน เราก็ได้ความร่วมมืออย่างดี อย่างตอนน้ําท่วมหาดใหญ่ภาคเอกชนก็เข้าไปช่วยอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่าน้ําใจคนไทยสุดยอดจริงๆ เวลาคนไทยมีภัย ข้าวปลาอาหารที่นอนหมอนมุ้งเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ถึงมือผู้ประสบภัยโดยทันที เวลามีภัยสงคราม ทุกคนก็พร้อมจะลงไปทันที พื้นฐานของเราในเรื่องของการดูแลทุกข์สุขพี่น้องร่วมชาติ เรามีรากฐานที่ดีมาก ในส่วนของรัฐที่เราต้องจัดก็จัดเต็ม และยังได้รับการต่อยอดจากประชาชน ภาคเอกชน

เมื่อถามว่า เลือกตั้งรอบนี้คนที่ไม่เคยคิดและเลือกภูมิใจไทยเอามาเลือก ภายใต้คาดหวัง ที่สูงมาก ทราบความรู้สึกตรงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนทราบดี ทุกคะแนน จากปาร์ตี้ลิสต์ 2 คน เป็น 19 คน จากล้านคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เป็นเกือบหกล้านคะแนน มันมาจากความคาดหวังความเชื่อมั่นและความกดดัน การทํางานสไตล์ของเราผ่านร้อนหนาวมาเยอะ ยิ่งประชาชนให้ความเชื่อมั่น เราต้องฟันฝ่าไปให้ได้ ไม่ให้ประชาชนผิดหวัง ไม่ให้ความเชื่อมั่นเหล่านั้นในสิ่งที่เขาเลือกเราแล้วเขาไม่พลาด เขาไม่ผิดหวัง ก็จะสอดคล้องกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย และต้องยอมรับว่า บทบาทของนายกฯช่วยได้เยอะมาก เพราะได้ทํางานในภาพใหญ่ภาพกว้าง และอาศัยที่ตนเป็นคนเข้าถึงได้ จับต้องได้ ดุด่าว่ากล่าวได้ ยูเทิร์นเป็น ถ้าไปแล้วไม่ดีก็ไม่ดื้อ รับฟังความคิดเห็น พร้อมตัดสินใจถ้าจำเป็นต้องตัดสินใจ ก็เกิดความเชื่อมั่นความมั่นใจของประชาชนที่สะท้อนออกมาจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา


เมื่อถามถึงข้อเสนอ 3 ข้อ ของนายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี 1. ยกเลิกอาหารกลางวันของ สส. ในสภา 2. ลดจํานวนผู้ติดตามจาก 8 คน เหลือ 3 คน และ 3. ยกเลิกบำนาญ สส. นายกฯ กล่าวว่า ถ้าถามตน ตนก็เห็นด้วยหมด ของบางอย่างมันก็รุงรังเกินไป ในยุคสมัยนี้ที่เรามีเทคโนโลยี มีอุปกรณ์อํานวยความสะดวกอื่นๆ มากมาย สมัยก่อนที่ สส.คนหนึ่งต้องมีผู้ช่วย 8 คน เพราะว่าตรงนั้น แค่เดินทางก็แย่แล้ว การประสานงานต่างๆ หาก สส.อยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องมีคนอยู่ในพื้นที่ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แล้ว ถ้ามีความจําเป็นก็สามารถที่จะลดได้

ร้านอาหารนั้นถ้าเราลดได้บ้างอยู่ในมื้อที่จําเป็น หากมีการประชุมสภาอยู่แล้วมันข้ามเวลาเที่ยง ก็ควรจัดให้มี แต่มื้อเช้าอาจจะต่างคนต่างกิน ช่วยกันลดงบประมาณ แน่นอนเมื่อภาครัฐจัดอะไร จะต้องแพงกว่าให้ สส. ไปกินมื้อปกติข้างนอก เพราะต้องมาเป็นสัญญามาเป็นรูปแบบต่างๆ แต่จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า ไม่ให้มีเลย เดี๋ยวพอเวลาพักเที่ยง สส.ก็ต้องทยอยกันออกไปกินข้าวข้างนอก ต้องขับรถไป รถก็ติด ต้องดูว่าตรงไหนมันพอจะอะลุ่มมอะล่วยกันได้ จากสามมื้อเหลือหนึ่งมื้อ ซึ่งการประชุมสภาวันที่ต้องให้ สส.อยู่ในสภาเยอะที่สุดมันมีไม่กี่วัน

ส่วนเรื่องผู้ช่วยจาก 8 คน ให้เหลือ 3 คนนั้น ตนเห็นด้วยอยู่แล้ว เพราะมันรุงรัง และหลายคนเห็นว่ามันเป็นเรื่องระบบตอบแทนแล้ว ส่วนเรื่องบํานาญ สส. นั้น ตนว่าแล้วแต่ ถ้าจะถามตนเดี๋ยวจะไม่แฟร์ เพราะตนเลี้ยงชีพตัวเองได้ ก็อาจจะมีบางคนที่เป็นผู้แทนราษฎรจริงๆ ไม่เคยเป็นรัฐมนตรี เป็นคนที่ชาวบ้านให้ความไว้วางใจ ไม่มีฐานะวันดีคืนดีกระแสเปลี่ยนมา วันหนึ่งไม่ได้รับกลับเข้ามาอีก อายุก็มากขึ้น เพราะการเป็นผู้แทนราษฎร ก็เป็นข้าราชการอย่างหนึ่ง การมีบํานาญจึงสามารถทําได้ ก็ดูตามสมัย แต่ก็ไม่ควรมากเท่าระบบบํานาญของข้าราชการประจํา เพราะจํานวนปีที่ปฏิบัติหน้าที่มันไม่ได้เยอะ