xs
xsm
sm
md
lg

“หัวหน้าเท้ง” รู้ว่ามีดีล 20 ล้านล่วงหน้า "งูเห่าสีส้ม" จับตา“ขับออก” หรือ “ขังลืม” ** เสียงสะท้อนจากสภาฯ ทำไม"อนุทิน" ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++  “หัวหน้าเท้ง” รู้ว่ามีดีล 20 ล้านล่วงหน้า "งูเห่าสีส้ม" จับตา“ขับออก” หรือ “ขังลืม”

กลายเป็นประเด็นร้อนหลังจาก “สุริยา วงศ์อารีย์” สส.อุดรธานี เขต 7 พรรคประชาชน ตัดสินใจโหวตสวนมติพรรค หนุน “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แทนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคตัวเองอย่าง “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส่งผลให้เขากลายร่างเป็น “งูเห่าสีส้ม” ไปโดยพลัน

งานนี้สะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า การเมืองไทยยังก้าวไม่พ้นวงจรเดิมๆ แม้จะเป็นพรรคที่ชูจุดขายคนรุ่นใหม่ แต่เมื่อถึงจังหวะ “ได้-เสีย” อุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้ มักพ่ายแพ้ให้กับ “การพาณิชย์” เมื่อมีเรื่องของ “ตัวเลข” เข้ามาเกี่ยวข้อง

มีรายงานว่า แกนนำพรรคประชาชนรู้ตัวล่วงหน้าก่อนที่จะถึงวันโหวต และมีการสืบทางลับจนพบตัวผู้เตรียมทรยศ แถมยังรู้ “ดีลลับ” ว่าถูกชักชวนโดย สส.ต่างพรรค ที่มีประวัติเป็นงูเห่ามาก่อน โดยมีแรงจูงใจเป็นตัวเลขสูงถึง 20 กิโลฯ พร้อมเงินรายเดือนอีก 4 แสนบาท และงบประมาณลงพื้นที่

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญวุฒิ
ด้าน หัวหน้าเท้ง-ณัฐพงษ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังสำทับว่า การโหวตสวนในครั้งนี้ “มีผลประโยชน์อื่น” และไม่ใช่การกระทำจากฝ่ายค้านแน่นอน ต้องไปตั้งคําถามกับผู้ที่ทำว่า อยากเห็นระบบการเมืองแบบนี้ ใช่หรือไม่ ส่วนตัวไม่เห็นความจําเป็นใดๆ ในตอนนี้ในสถานการณ์การเมืองที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ

นอกเสียจากว่ามีเป้าหมายมุ่งทําลายความเชื่อมั่นของพรรคประชาชน!!

หัวหน้าส้ม ยืนยัน ตัวเองได้ข้อมูลเบื้องต้นดีลนี้ มาก่อนหน้าแล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริง อาจจะเป็นการกล่าวหาเพื่อนร่วมพรรค ตอนนี้ปรากฏแล้วว่าเป็นความจริง การสืบสวนข้อเท็จจริง การดําเนินการทางวินัย จะดําเนินการภายใน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบอีกครั้ง

สุริยา วงศ์อารีย์
คำถามตามมาว่า พรรคประชาชนจะจัดการ "งู" ตัวนี้อย่างไร ? ขับออกให้เข้าทางพรรครัฐบาล หรือขังลืมให้เน่าตาย?

บอกได้เลยว่า พรรคส้มชั่วโมงนี้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในการลงโทษงูเห่า

เพราะ ถ้าขับออก “งูเห่าสีส้ม” จะย้ายไปซบพรรคฝ่ายรัฐบาลทันที เช่น ภูมิใจไทย ที่อ้าแขนรับแน่ๆ ซึ่งจะทำให้ฝั่งรัฐบาลแข็งแกร่งขึ้นและได้เสียงเพิ่มอย่างเป็นทางการ

ถ้าไม่ขับ หรือขังลืม พรรคจะดูอ่อนแอที่ไม่สามารถจัดการคนทรยศได้ แต่จะทำให้งูเห่าเหล่านั้นกลายเป็น "สัมภเวสีทางการเมือง" คือ ไม่มีสังกัด และ ไม่มีสิทธิ์โหวตสวนในประเด็นสำคัญได้บ่อยนัก เพราะจะโดนโซเชียลถล่ม ทัวร์ลงหนักแน่นอน

พรรคประชาชน จำเป็นต้อง "เชือดไก่ให้ลิงดู" หรือไม่อย่างไร ? เพื่อป้องกันไม่ให้ สส.คนอื่นเห็นว่าการเป็น “งูเห่า” คือ ดีลที่คุ้มค่า!

โปรดจับตา และติดตามต่อไป

อนุทิน ชาญวีรกูล
++ เสียงสะท้อนจากสภาฯ ทำไม "อนุทิน" ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรี

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวานนี้ (19 มี.ค.) ตามขั้นตอนก่อนโหวต “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดให้สมาชิก อภิปรายถึง คุณสมบัติ ของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่าเหมะสมหรือไม่อย่างไร

คนเปิดเกม คือ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ซัดเปรี้ยง ด้วยเรื่องวิกฤตน้ำมัน ที่รัฐบาลชุดนี้ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นำทีมบริหารอยู่ สะท้อนชัดว่าบ้านเมืองเต็มไปด้วยการทุจริต คอร์รัปชัน ทำให้มีข้อกังขาในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตของ “อนุทิน” ว่าจะมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ หรือไม่

รัฐบาลแถลงว่าน้ำมันมีพอใช้ไปอีกประมาณ 3 เดือน แต่ที่หน้าปั๊มติดป้ายน้ำมันหมดกันทั้งประเทศ!

"ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ มีความเชี่ยวชาญเรื่องน้ำมันแน่นอน ดังนั้นการที่วิกฤตแบบนี้เกิดขึ้น มันคืออาการที่แสดงให้เห็นว่า การทุจริตคอร์รัปชันมันเกิดขึ้นภายใต้การนำของรัฐบาลนี้ แม้ว่าจะเป็นรัฐบาลรักษาการ สิ่งที่ผมต้องโน้มน้าวต่อสภาฯแห่งนี้คือ ถ้านายอนุทิน ยังเป็นนายกฯต่อไป ผมเป็นห่วงจริงๆ ว่าท่านอาจไม่มีคุณสมบัติเพียงพอในด้านความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา160 "

รังสิมันต์ โรม
“โรม”ยังอภิปรายถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด ก่อนการเลือกตั้งมีโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ครั้งมโหฬาร รวมกันถึง 250 ตำแหน่ง ใครเป็นรมว.มหาดไทย ใครสั่งโยกย้าย... และยังมีเรื่องฮั้วสว.อีก!

ระหว่างที่ “โรม” อภิปราย ก็มี “องค์รักษ์” หลายคนลุกขึ้นประท้วง ว่าต้องอภิปรายเรื่องคุณสมัติของนายกฯ ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าจะอภิปรายเรื่องน้ำมัน ก็ต้องเสนอเป็นญัตติเข้ามา เพราะนี้กำลังอยู่ในวาระการเลือกนายกฯ

ทำให้ “โสภณ ซารัมย์” ต้องวินิจฉัย โดยให้ “โรม” อภิปรายในเรื่องคุณสมบัติ ความเหมาะสม หรือการทำงานของนายกฯได้บ้าง แต่ไม่ต้องลงลึกถึงรายละเอียด เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เลยทำให้เห็นบรรยากาศของสภาชุดนี้ ว่า นอกจากจะได้ฟังการอภิปรายของสมาชิกแล้ว ยังเห็นการทำหน้าที่ของ “ประธานฯป้ายแดง” และบรรดา “องครักษ์” ว่าขึงขัง แข็งขันกันแค่ไหน

ต่อมา “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายคัดค้านการเป็นนายกฯ ของ “อนุทิน” โดยยกเหตุผลด้านจริยธรรม และผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าจะเป็น “คดีฮั้ว สว.” ที่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่อประเทศชาติ ... เรื่องที่ดินเขากระโดง ที่ “อนุทิน” ในฐานะ รมว.มหาดไทย ไม่ดำเนินการเพิกถอนสิทธิเก็บกินในที่ดินของการรถไฟฯ จำนวนกว่า 5,000 ไร่ ตามคำพิพากษาศาล แต่กลับปล่อยให้เครือญาติ และผู้ยิ่งใหญ่ในบุรีรัมย์ ใช้ประโยชน์เป็นสนามแข่งรถ และสนามฟุตบอล ... อนุมัติงบประมาณล่วงหน้า เอื้อพวกพ้อง ในการจัดการแข่งรถมอเตอร์ไซค์ “โมโตจีพี”

จังหวะนี้ ยังไม่มี “องครักษ์” ลุกขึ้นมาพิทักษ์เสี่ยหนู “ประธานโสภณ” เลยเบรกเอง ว่าการกล่าวหาผู้สนับสนุนว่าขาดจริยธรรม เป็นเรื่องไม่เหมาะสมจนเกิดการปะทะคารมเล็กน้อย เมื่อ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” สวนกลับว่า ประธานฯ เป็นครู เลยอาจไม่เข้าใจข้อกฎหมาย

ทำให้ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วง ปกป้อง ตอบโต้ อีกคนว่า การมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ได้หมายความว่า เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินผิดกฎหมาย ... คดีที่ดิน ยังอยู่ในกระบวนการศาลแพ่ง ที่บุรีรัมย์ สภาไม่ควรใช้อำนาจนิติบัญญัติ ไปก้าวล่วงอำนาจตุลาการ ส่วนเรื่อง เรื่องแข่งรถ เป็นเรื่องเท็จซ้ำซาก ซึ่งตนเองได้ดำเนินการฟ้องร้อง “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” อยู่ในขณะนี้

การโต้เถียง จบลงเมื่อ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” บอกให้ ศุภชัย "หยุดโม้" และยืนยันว่า ตนเองพร้อมสู้คดีในชั้นศาล แต่จะไม่ยอมถอนคำพูด!

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
อีกหนึ่ง “ไฮไลต์” คือการอภิปรายของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า การพิจารณาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ จะมองแค่เรื่องความรู้ความสามารถ ยังไม่พอ ต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมด้วย

ที่พรรค ปชป. ไม่สามารถให้ความเห็นชอบ “อนุทิน” ได้ อยู่ที่ประเด็น “คดีฮั้ว สว.” ที่เป็นเรื่องร้ายแรง เพราะหากสว. ไม่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง จะกระทบต่อกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ และทำให้องค์กรเหล่านั้นขาดความเป็นกลาง ไม่สามารถตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเที่ยงธรรม

ที่สำคัญ ขณะนี้ “อนุทิน” อยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหา ในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. และ ดีเอสไอ และยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสว.

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังขาในสังคม เกี่ยวกับการที่ กกต. ตั้งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทั้งที่โดยปกติจะมีการกระจายสำนวนไปยังคณะอนุกรรมการวินิจฉัยที่มีอยู่แล้วตามลำดับเรื่อง ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลอาญาทุจริต ว่า การตั้งคณะดังกล่าวอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลจะมีคำสั่งในเดือนหน้า

ด้วยเหตุนี้จึ

ไม่สามารถเห็นชอบให้ “อนุทิน” ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้

ส่วนที่ พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สนับสนุน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เพราะ “ณัฐพงษ์” ก็เป็นผู้ถูก ป.ป.ช. ชี้มูล และเรื่องอยู่ในกระบวนการศาล ซึ่งอาจนำไปสู่การหยุดปฏิบัติหน้าที่ได้

การ “งดออกเสียง” ของประชาธิปัตย์ จึงไม่ได้หมายถึงการรอเข้าร่วมรัฐบาล!

หลังการอภิปรายกันพอสมควร ก็เข้าสู่วาระการโหวต... ผลโหวตนายกฯ ออกมาว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” ได้ 293 เสียง ส่วน “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ได้ 119 เสียง งดออกเสียง 86

จากนั้น “ประธานโสภณ ”ได้ประกาศว่า “อนุทิน” ได้รับคะแนนเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จึงถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี แล้วสั่งปิดการประชุมสภาฯ ทันที
เรื่องนี้ทำเอาบรรดา สส.ซีกฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคประชาชน โวยว่า ประธาน “ไม่รักษาสัจจะ” รีบปิดสภาหนี ทั้งที่ได้ตกลงกันแล้วว่า หลังเลือกนายกฯ จะมีการพิจารณาญัตติด่วน เรื่องความเดือนร้องของประชาชน จากปัญหาวิกฤตน้ำมัน

แค่นี้ก็เห็นแล้วว่า “ทั่นประธาน” ทำเพื่อประชาชน หรือยืนข้างใคร?