xs
xsm
sm
md
lg

“อนุทิน”เจองานหิน เริ่มสะท้อนไม่เชื่อมั่น !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล - ศุภจี สุธรรมพันธุ์ - เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
เมืองไทย 360 องศา

ผ่านพ้นไปแล้วตามความคาดหมายสำหรับการที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตเลือก นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 293 ต่อ 119 เสียงเหนือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน แม้ว่าในการลงคะแนนเสียงคราวนี้จะมีดรามาเกิดขึ้นมาบ้างทั้งในเรื่องของ “งูเห่า” ทั้งที่เกิดขึ้นในพรรคประชาชนที่โหวตสวนมติพรรคนั่นคือ โหวตหนุน นายอนุทิน และพรรคไทยสร้างไทยก็มีการโหวตงดออกเสียง สวนมติพรรคเช่นเดียวกัน

ขั้นตอนจากนี้ก็ต้องรอการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมลงมา และกว่าจะเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ รวมไปถึงรัฐบาลไปจนถึงการแถลงนโยบายต่อสภา คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แต่คงไม่นานมากนัก คาดว่าราวกลางเดือนเมษายน ค่อนไปทางปลายเดือน ก็จะได้รัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ที่เขาได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง สปอตไลต์ ก็จับจ้องไปที่เขาทันที แต่จะว่าไปแล้วแรงกดดันอย่างรุนแรงก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่เกิดวิกฤตด้านพลังงาน จากสงครามในอ่าวอาหรับระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาแล้ว

และแม้ว่าเวลาผ่านมาเกินกว่า 3 สัปดาห์กำลังเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง ตรงกันข้ามกลับมีแนวโน้มบานปลายขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ส่งแรงกระแทกเข้าใส่ประเทศไทยก็รุนแรงหนักหน่วง จนกลายเป็นคำถามว่าในที่สุดแล้วรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน นั้นจะ “เอาอยู่” หรือไม่

ที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะเรื่องน้ำมันที่กำลังสร้างปัญหาให้กับคนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะเรื่องที่ประชาชนไม่สามารถเติมน้ำมันได้ตลอดเวลา เกิดปัญหา “น้ำมันหมดปั๊ม” โดยปัญหาที่รัฐบาลอ้างว่าเกิดจาก “ความวิตก” ว่าน้ำมันขาดแคลน จนเกิดการแห่ไปเติม หรือกักตุน ทำให้นำมันขาดช่วง

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ขณะนี้ในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) กำลังไล่แกะข้อมูลกันอยู่ แต่ขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาเรื่องการขาดแคลน เพราะการนำเข้าน้ำมันดิบยังมีสภาพเป็นปกติ และไม่ได้มีการลดกำลังการผลิต และผลผลิตที่มีการกลั่นออกมาก็เป็นปกติ เพียงแต่ช่วงนี้มีความวิตกกังวลของประชาชน จึงมีปริมาณการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นประมาณ 10 กว่าล้านลิตร เราก็ต้องไปหาตรงนี้ให้ได้ และต้องบริหารจัดการไม่ให้ประชาชนต้องกังวล รวมทั้งต้องทำให้ระบบขนส่งน้ำมันไปยังสถานีน้ำมันเป็นไปอย่างปกติโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ตอนนี้ได้เจอไอ้โม่งแล้วหรือยัง นายกฯ ย้อนถามกลับว่า “ไอ้โม่งทำอะไร” ผู้สื่อข่าวจึงตอบกลับว่าไอ้โม่งที่มีการกักตุนน้ำมัน ที่ได้ผลประโยชน์จากการกักตุนน้ำมัน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี ยังไม่มี คำว่าไอ้โม่ง ที่มากักตุนน้ำมัน มีแต่ประชาชนที่มีความกังวล แล้วมากักตุนน้ำมัน จากเดิมที่เคยใช้ปริมาณ 67 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ทั้งที่การผลิตเท่าเดิม และยังไม่มีปัญหาการนำเข้า เพราะฉะนั้นต้องมาบริหารสถานการณ์ให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าน้ำมันไม่ได้ขาดและไม่ได้มีการขาดแคลน และไม่จำเป็นต้องกักตุน

จากนั้น นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ครั้งที่ 6/2569 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงภาคเอกชนได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่น ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันขายส่ง (จ๊อบเบอร์) เข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาในทางปฏิบัติยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะในหลายพื้นที่ยังมีการรายงานเข้ามาว่าประชาชนยังไม่สามารถเข้าถึงการเติมน้ำมันได้อย่างคล่องตัว และมีความกังวล ซึ่งเรื่องความกังวลต่อความเพียงพอในปริมาณน้ำมันถือว่ามีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งจนถึงปัจจุบันประเทศไทยยังยืนยันได้ว่า เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องการสำรองน้ำมัน และการเข้ามาของน้ำมันดิบ เรายังสามารถสั่งซื้อ และนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายหลายภูมิภาคทั่วโลก และยังไม่ได้มีเหตุหรือตัวชี้วัดใดๆ ที่จะบอกว่าน้ำมันของประเทศไทยจะเข้ามาในปริมาณที่ลดน้อยลง จึงฝากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนด้วย

“ปัญหาทุกวันนี้กลายเป็นว่าพอประชาชนเกิดความกังวล ทั้งที่ตัวซัพพลายไม่ได้ลดลงเลย แต่พอเกิดความกังวล พูดง่ายๆเหมือนตู้เอทีเอ็มเอาเงินมาใส่ไว้เท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ เราไม่สามารถที่จะเติมให้เต็มปั๊มอยู่ตลอดเวลาได้ ต้องมีวงรอบของเขา ตรงนี้จึงต้องมาปรับหาวิธีที่จะทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เพื่อไม่ให้เกิดการมาออกันเต็มปั๊ม และจะได้ไม่มีปัญหา วันนี้จึงต้องขอความร่วมมือเรื่องของเวลา การผ่อนผันให้รถขนน้ำมันเข้ามาในเขตกรุงเทพมหานครได้ตลอดเวลา ซึ่งผมจะขอความร่วมมือไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพราะถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เกิดการเข้าถึงน้ำมันของพี่น้องประชาชน และลดความวิตกกังวล” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขนอกเหนือจากนี้ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ เรื่องของราคาน้ำมัน ซึ่งในที่ประชุมศบก. จะต้องมีมาตรการกำหนดว่าจะขายหน้าโรงกลั่น ขายที่ปั๊ม หรือจะขายผ่านจ๊อบเบอร์ จะต้องอยู่ในราคาที่สอดคล้องกัน ไม่ใช่อยู่หน้าโรงกลั่นราคาหนึ่ง อยู่หน้าปั๊มอีกราคาหนึ่ง แล้วทุกคนก็พากันมาเติมในปั๊มที่ราคาถูกกว่า รวมถึงส่วนผสมที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การซื้อปลีกจะได้มีน้ำมันอย่างเต็มที่ พูดง่ายๆคือหมุนเวลากลับไปก่อนที่จะเกิดเหตุสงครามในตะวันออกกลาง

แน่นอนว่าในการแถลงของนายกรัฐมนตรี เป็นการสะท้อนปัญหาวิกฤตด้านน้ำมันครั้งนี้ว่าเกิดจากความวิตกกังวลของประชาชนว่าน้ำมันจะขาดแคลน ทำให้ต้องรีบไปเติมและกักตุนพร้อมๆกันจำนวนมาก ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องการขนส่งน้ำมันเข้าปั๊ม และเรื่องราคาที่ต้องมีความสมดุลกัน

อย่างไรก็ตาม จากปัญหาที่เกิดขึ้นจนเกิดโกลาหลตามปั๊มน้ำมันต่างๆทั่วประเทศในช่วงที่ผ่านมา ก็ต้องบอกว่าเป็นเพราะ “ความไม่เชื่อมั่น” ในการบริหารจัดการของฝ่ายรัฐบาล เพราะแม้ว่าจะอ้างอยู่ตลอดเวลาว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” มีปริมาณสำรองนานกว่าสามเดือน แต่ปัญหาก็คือทำไมถึงไม่มีให้เติม และอยู่ในสภาพแบบนี้มานานนับสัปดาห์ มันก็สะท้อนถึงความล้มเหลว ความไร้ประสิทธิภาพเมื่อต้องเจอกับปัญหาใหญ่ๆทุกครั้ง

หากบอกว่าปัญหาที่เข้าลักษณะวิกฤต ไม่ใช่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะที่ผ่านมาหากยังจำกันได้ไม่นานกรณีเกิดปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่อำเภอหาดใหญ่ที่เกิดปัญหาการบริหารจัดการที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักในเรื่องความไร้ประสิทธิภาพ และครั้งนั้นได้เกิดสถานการณ์สงครามชายแดนไทย-กัมพูชาทำให้สามารถเบี่ยงเบนความสนใจไปได้

คราวนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อเกิดปัญหาราคาน้ำมันทั้งหาเติมไม่ได้และการปรับขึ้นราคาแล้ว สิ่งที่ตามมาก็คือการพาเหรดขึ้นราคาสินค้า ค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามมาแบบเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลจะรับมืออย่างไร นี่คือ “งานหิน” ทั้งตัว นายอนุทิน และ บรรดาทีมเศรษฐกิจ “มืออาชีพ” ทั้ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่เข้ามา จะรับมือได้หรือไม่ เพราะชาวบ้านเริ่มไม่เชื่อมั่นแล้ว !!