xs
xsm
sm
md
lg

วิกฤตน้ำมัน ความไม่เชื่อมั่นซ้ำเติมคูณสอง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


อนุทิน ชาญวีรกูล  - อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
เมืองไทย 360 องศา

อย่าทำเป็นเล่นไป สำหรับวิกฤตพลังงาน หรือว่าวิกฤตน้ำมันในตอนนี้ หากประเทศไทยโดยรัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ายังมีปริมาณน้ำมันเพียงพอและสามารถบริหารจัดการโดยไม่ตื่นตระหนกให้กลับมาได้โดยเร็วแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจออกมาแบบไม่สวยงามดังที่คาดหวังก็ได้

แม้ว่าในวันที่ 19 มีนาคมนี้ สภาผู้แทนราษฎร จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งก็คาดหมายกันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย น่าจะได้รับการโหวตด้วยเสียงท่วมท้น เอาชนะนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ด้วนคะแนนเสียงที่ขาดลอย

แต่จากสถานการณ์ความปั่นป่วนทั้งจากสงครามในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล กับอิหร่าน ที่ทำสงครามกันมาต่อเนื่องล่วงเข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้ว ยังไม่มีวี่แววยุติหรือนำไปสู่การเจรจากันได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงตัวและทำให้วิกฤติพลังงานทั้งโลกลากยาวออกไปอีก

สำหรับประเทศไทยวิกฤตด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันที่เข้าสู่สัปดาห์ที่สามแล้วเช่นเดียวกันที่ยังเห็นภาพความโกลาหล ภาพที่ชาวบ้านต้องนำรถมาเข้าคิวเพื่อเติมน้ำมันกันยาวเหยียดนานข้ามคืนในต่างจังหวัด หรือแม้แต่ในกรุงเทพมหานคร ต่างก็หาปั๊มเติมน้ำมันได้ยากเพราะน้ำมันหมด และในบางปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัดเกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือดระหว่างพนักงานเติมน้ำมันกับประชาชนผู้ใช้บริการ หลังจากที่ต้องรอเข้าคิวเติมน้ำมันข้ามคืน

ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ ส่วนสำคัญคือเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าส่วนสำคัญเป็นเพราะชาวบ้านไม่เชื่อมั่นในคำแถลงยืนยันของรัฐบาลว่า “น้ำมันมีเพียงพอ” แต่สิ่งที่เห็นคือ ไม่สามารถเติมน้ำมันจากปั๊มน้ำมันได้ แน่นอนว่าจะมีการโบ้ยว่าเป็นเพราะ “ความตื่นตระหนก” ของชาวบ้าน จนแห่แหนกันไปเติมทำให้การใช้ปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจนมีไม่เพียงพอ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในเรื่องการขนส่ง เพราะน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมเข้มงวด ต้องมีการจำกัดการวิ่ง

แต่อย่างไรก็ดี ทุกอย่างสามารถบริหารจัดการได้ หากติดขัดตรงไหนก็ต้องสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่เมื่อเวลาผ่านมานานหลายสัปดาห์ หากทุกอย่างยังไม่ดีขึ้น ชาวบ้านยังต้องต่อคิวกันยาวเหยียด พร้อมกับต้องเสี่ยงกับการตระเวนหาเติมน้ำมันไปเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันเพียงพอ มีสำรองนานกว่าสามเดือน แบบนี้คงไม่ไหวเหมือนกัน เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพแล้ว

นี่ยังไม่นับเรื่องข้อครหา มีการกล่าวหาในเรื่องของ “ไอ้โม่ง” เก็งกำไรราคาน้ำมัน กลุ่มทุนพลังงานได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง จากต้นทุนสต็อกน้ำมันในราคาเดิม

ขณะเดียวกันมีการปรับขึ้นราคา น้ำมันดีเซล 50 สต./ลิตร ส่วนน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ขึ้น 1 บาทต่อลิตร เว้น E20 ลด 79 สต./ลิตร ทำให้ราคาน้ำมัน E10 ห่างจาก E20 ลิตรละ 5 บาท

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า จากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระและมีฐานะติดลบไปแล้วถึง 16,500 ล้านบาท

กระทรวงพลังงานจึงพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยกำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร ซึ่งจะปรับขึ้น 50 สตางค์ต่อลิตร เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป โดยกระทรวงพลังงานจะติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อกำหนดการปรับขึ้นราคาที่เหมาะสมในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ให้มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทุกชนิดในอัตราลิตรละ 1 บาท และปรับลดราคาน้ำมัน E20 ประมาณลิตรละ 79 สตางค์ ส่งผลให้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กับ E20 มีส่วนต่าง 5 บาทต่อลิตร การปรับราคาครั้งนี้ก็เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาเติม E20 มากขึ้น ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ

รวมทั้งเตรียมแผนที่จะเพิ่มการใช้ไบโอดีเซลเป็นทางเลือก ซึ่งจะมีราคาถูกลง ได้แก่ น้ำมันดีเซล B10 สำหรับรถยนต์ทั่วไป คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน และ B20 สำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ คาดว่าจะใช้เวลาเริ่มในระยะแรกภายใน 1 สัปดาห์

แน่นอนว่าเมื่อมีการขึ้นราคาน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล ซึ่งถือว่าเป็นต้นทุนหลักสำหรับสินค้าทุกประเภท ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลใช้ “กองทุนน้ำมัน” มาอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลเอาไว้ จนที่ผ่านมามีการระบุว่ากองทุนน้ำมันติดลบไปถึงกว่า 1.6 หมื่นล้านบาทไปแล้วจนนำไปสู่การขึ้นราคาน้ำมันดังกล่าว

ที่ผ่านมาการปรับขึ้นราคาสินค้ามักะอ้างอิงอยู่กับราคาน้ำมัน โดยกำหนดเพดานเอาไว้ว่าจะต้องไม่ให้ราคาน้ำมันดีเซลเกินลิตรละ 30 บาท แต่ล่าสุดก็อั้นไม่ไหวมีการปรับขึ้นไปแล้วจนทะลุลิตรละ 30 บาทไปแล้ว และกำหนดเพดานราคาใหม่ที่ไม่เกินลิตรละ 33 บาท ซึ่งหากเป็นแบบนี้ก็ทำให้เห็นแนวโน้มปั่นป่วนรออยู่ข้างหน้าไม่น้อย เพราะราคาสินค้าจะต้องมีการปรับขึ้นแน่นอน และที่สำคัญก็คือ เมื่อราคาสินค้าปรับขึ้นไปแล้ว ก็จะ “ไม่มีทางปรับลดลง” มา แบบว่าชึ้นไปแล้วตลอดกาล

ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การคลัง กล่าวว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบถึงปัญหาด้านพลังงานนั้น ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมไว้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังค้ำประกันการกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งแนวทางเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อที่เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่แล้ว จะได้สามารถนำเรื่องเสนอให้รัฐบาลใหม่พิจารณาดำเนินการได้ทันที

โดยยอมรับว่าในระหว่างนี้ การเป็นรัฐบาลรักษาการยังไม่สามารถดำเนินการในส่วนนี้ได้ เพราะมีข้อจำกัดตามมาตรา 169 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ก็ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเตรียมความพร้อมไว้ในทุกมิติแล้ว

ทั้งนี้ เรื่องแรกที่สั่งให้เตรียมพร้อม คือ การพิจารณาทางเลือกในการช่วยเหลือประชาชน และผู้ประกอบการธุรกิจเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเป็นการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในการรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันอยู่ ซึ่งหากกลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถึงขีดจำกัด ก็จะต้องมีการพิจารณาแนวทาง เรื่องการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ดังนั้นจากวิกฤตด้านพลังงาน หรือวิกฤตน้ำมันในครั้งนี้ แน่นอนว่าเริ่มแรกเกิดจากความหวั่นวิตกของประชาชนอันมีผลมาจากสงครามในอ่าวอาหรับ แต่ขณะเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปนานหลายสัปดาห์แล้ว หากความวิตกยังคงอยู่ ขณะที่รัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันเพียงพออยู่ได้หลายเดือน แต่กลับพบว่าน้ำมันมีไม่พอให้เติม มันก็ยิ่งสะท้อนให้เห็น “ความไม่เชื่อมั่น” อีกทั้งหากในอนาคตที่ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นอีกยิ่งเป็นหายนะคูณสองที่ทั้งรัฐบาลและชาวบ้านยิ่งรับมือได้ลำบากแน่นอน !!