เมืองไทย 360 องศา
ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้ว ที่สภาพความโกลาหลวุ่นวายจากปัญหา “น้ำมันขาดปั๊ม” มีไม่พอเติมให้กับชาวบ้าน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด และนับวันดูแล้วยิ่งมีความแตกตื่นเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะคลี่คลาย ภาพการเข้าแถวต่อคิวรอเติมน้ำมันยังคงเกิดขึ้น และเชื่อว่า ภาพบรรยากาศแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีก ส่วนจะคลี่คลายแบบไหนยังอาจคาดคะเนได้
ขณะเดียวกัน ล่าสุดจากการแถลงของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ได้ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม เป็นต้นไป จะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล โดยจะปรับเป็นหลักสตางค์ ซึ่งมีกรอบเพดานไม่ให้เกินลิตรละ 33 บาท รวมถึงปรับขึ้นราคาน้ำมันเบนซินด้วย
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายพิพัฒน์ กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแก้ปัญหาพลังงานโดยเฉพาะการพยุงราคาน้ำมันดีเซลว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องหารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ขอให้ทางกระทรวงพลังงานยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันใช้อยู่จริงหรือไม่ เพราะเห็นบางปั๊มก็ปิด ซึ่งทางกระทรวงพลังงาน และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนยันว่า เรายังมีน้ำมันที่ใช้ได้อีก 96 วัน ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ สาเหตุสำคัญที่บางปั๊มน้ำมันหมด เนื่องจากการขนส่งไม่ทัน รวมถึงปั้มหลอด หรือปั้มขนาดเล็ก ที่ไม่มีบริษัทแม่รวมกันแล้วมี 20,000 แห่ง น้ำมันหมด ประชาชนจึงแห่มาเติมปั๊มน้ำมันในเมือง จนเป็นภาพอย่างที่เห็น หรือปั๊มบางแห่ง อาจจะขาดน้ำมันเพียงแค่บางตัวเท่านั้น ไม่ใช่ขาดทั้งหมด โดยแนวทางแก้ปัญหาตรงนี้ จะมีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. ในวันเดียวกันนี้ ว่ามาตรการต่อจากนี้ เราจะต้องทำอะไรบ้าง
“บอกได้เลยว่าในวันที่ 18 มีนาคม เราจะมีการขยับราคา ทั้งน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ซึ่งราคาน้ำมันเบนซิน มีการขยับราคามาแล้ว ตั้งแต่ 1-2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดีเซล จะขยับราคาตั้งแต่เช้าวันที่ 18 มี.ค.นี้ แต่จะขยับกี่สตางค์นั้น โดยจะมีการอั้นราคาไว้ ไม่เกินประมาณ 33 บาทต่อลิตร”
นอกจากนี้ จะมีการปรับสูตร โดยเราจะมีน้ำมัน E 10 E 20และ E 85 ซึ่งก็คงเห็นโครงสร้างราคาอยู่แล้วว่าน้ำมัน E 10 ราคาจะสูงกว่า อย่างไรก็ตาม ในการผสมน้ำมัน B 100 เราจะมีน้ำมันดีเซล B 7 , B10 และ B20 ซึ่งโครงสร้างราคาจะคล้ายกันกับน้ำมันเบนซิน ซึ่งในส่วนของน้ำมันดีเซล B 20 เราต้องมานั่งดูว่าราคาต้องลบจากราคาน้ำมัน B7 กี่บาท ดังนั้น เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้น้ำมัน B20 เราอาจจะส่งให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง รวมถึงภาคการเกษตรตรงนี้ถือเป็นการช่วยภาคส่วนต่างๆ ซึ่งเราประมาณการว่าน้ำมันบี 20 ต้องลบจากน้ำมัน B 7 ประมาณ 4-5 บาท ซึ่งจะสรุปในที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในเย็นวันเดียวกันนี้
สำหรับในส่วนของกองทุนน้ำมัน จะต้องมีการกู้เงินหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า แน่นอนว่า กองทุนน้ำมันปัจจุบันเราติดลบ 12,000 กว่าล้านบาท ตัวเลข ณ วันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งก็มีการพูดคุยกันเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่าสมา โดยนายกฯ ร่วมประชุมด้วยว่ากองทุนน้ำมันจะใช้เกิน 40,000 ล้านบาทไม่ได้ เราจะต้องหาวิธีการแก้ ถ้าสมมุติว่า นายอนุทิน ได้รับการโหวตเป็นนายกฯในวันที่ 19 มี.ค.นี้ หลังจากนั้นรอโปรดเกล้าฯ และนำเสนอรายชื่อครม.ชุดใหม่ และมีการตรวจสอบประวัติก่อนนำขึ้นทุนเกล้าฯและรอการโปรดเกล้าฯครม.ใหม่ ขั้นตอนจากนั้นจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนปฎิบัติหน้าที่และครม.นโยบายต่อรัฐสภา ครม. ชุดใหม่จึงจะทำงานได้ ซึ่งกระทรวงการคลังสามารถเซ็นค้ำประกัน เนื่องจากการกู้เงินในขณะนี้เท่าที่พูดคุยกับธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน เราคงอั้นได้แค่ประมาณ 40,000 ล้านบาท แต่ถ้ามากกว่านั้นก็ต้องให้กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ถ้ารัฐบาลใหม่มาไม่ทันจริงๆ รัฐบาลชุดปัจจุบัน คงจะต้องทำเรื่องไปขอกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นกรณีพิเศษ ถือเป็นกระบวนการที่สุดวิสัยจริงๆ ถ้าไม่ทัน
“ยืนยัน น้ำมันไม่ขาดแน่นอน ขณะนี้เรายังมีน้ำมันนอกอ่าวไม่น้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งกระทรวงพลังงานและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เซ็นสัญญาต่อเรียบร้อยแล้ว และพยายามหาจากแหล่งอื่นมาเพิ่มเติม รวมถึงการเจรจากับประเทศรัสเซียด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว
แน่นอนว่า เท่าที่ฟังคำยืนยันจากปากของรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างประสานยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า “น้ำมันไม่ขาดแคลน” ยังมีเพียงพอ โดยย้ำว่า มีปริมาณสำรองใช้ได้นานเกินสามเดือนอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ดี ภาพที่ปรากฏต่อสายตาในเวลานี้ ยังเห็นภาพที่ประชาชนต่อแถวเข้าคิวเติมน้ำมันตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ โดยที่ส่วนใหญ่ไม่มีน้ำมันไว้บริการ มีการติดป้ายว่า “น้ำมันหมด” เป็นต้น ทำให้บางแห่งต้องรอคิวกันนานหลายชั่วโมง สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก และขัดกับคำยืนยันจากทางฝ่ายบริหารว่า มีเพียงพอ รวมไปถึงยังอ้างว่าที่น้ำมันขาด ยังเกิดจากการขนส่งน้ำมันที่มีการจำกัดด้านเวลา เนื่องจากน้ำมันเป็นสินค้าควบคุมพิเศษ มีการกำหนดเวลาวิ่ง ซึ่งกำลังมีการขอผ่อนผัน ให้เป็นกรณีพิเศษเพื่อแก้ปัญหา
แม้ว่าภาวะการขาดแคลนดังกล่าว อาจเกิดจากความ “ตื่นตระหนก”และไม่เชื่อมั่นฝ่ายรัฐบาลเรื่องปริมาณน้ำมัน ทำให้ต้องมีการแห่กันไปเติมพร้อมๆกัน จนทำให้ปริมาณน้ำมันที่มีอยู่ตามปั๊มน้ำมันต่างๆ มีไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันเมื่อเห็นภาพแบบนั้นก็จะยิ่งสร้างความแตกตื่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก ก็ยิ่งแห่กันไปเติม และต่อไปจะกลายเป็นว่าแม้จะมีการ “ขึ้นราคา” แต่ก็ยังหาเติมยาก อะไรประมาณนั้น
อย่างไรก็ดี หากพิจารณากันอีกมุมหนึ่งที่ภาวะการตื่นตระหนกจนชาวบ้านยังแห่กันไปเติมน้ำมันกันจนเกลี้ยงปั๊ม ทำให้บางแห่งต้องมีการจำกัดปริมาณการเติม รวมถึงห้ามใช้ภาชนะอื่นไปเติมนั้น ยิ่งสร้างความเดือดร้อนและแตกตื่น เพิ่มขึ้นไปอีก เพราะการเติมน้ำมันใส่แกลลอน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกร ที่ต้องใช้น้ำมันสำหรับเติมในเครื่องตัดหญ้า รถไถนา เครื่องปั๊มน้ำ ซึ่งหากยังเป็นแบบนี้ต่อไป จะยิ่งสร้างความเดือดร้อน กระทบกันเป็นลูกโซ่ เกิดความชะงัก
หากบรรยากาศที่ยังทำให้เกิดภาวะตื่นตระหนก จนต้องแห่กันไปเติมน้ำมันแบบนี้นานนับสัปดาห์ โดยที่ฝ่ายรัฐบาลได้แต่ยืนยันว่า มีน้ำมันเพียงพอนานหลายเดือน เป็นภาพที่ต่าง “ตัดกัน” อย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่อาจทำให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่น ยิ่งเวลายิ่งนาน มันก็ทำให้เห็นว่าชาวบ้าน “ไม่เชื่อมั่น” และจะลุกลามสะเทือนไปถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะมีการโหวตในอีกไม่กี่ข้างหน้าหรือไม่ เพราะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้มานานเป็นสัปดาห์แล้ว ทั้งที่น้ำมันมีเพียงพอ ไม่ได้ขาดแคลน ดังนั้น เมื่อยังเกิดบรรยากาศอย่างที่เห็น มันก็ต้องฉุกคิดแล้วว่า รัฐบาลมีประสิทธิภาพในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินแบบนี้ ได้ดีแค่ไหน!!


