“ภัณฑิล ”อ้างงบอาหาร สส.ยังจำเป็น แต่ต้องปรับให้เหมาะสม หลังพบอาหารเหลือทิ้งจำนวนมาก แนะใช้ “บัตรจำกัดวงเงิน” ลดสิ้นเปลืองงบภาษี จี้ตั้งตัวชี้วัดผู้ช่วย สส.สกัดข้อครหาใส่ชื่อญาติรับเงิน พร้อมย้ำปัญหาไม่ใช่จำนวน แต่คือความโปร่งใส ตอกย้ำกองทุนบำนาญ สส.ไม่ยั่งยืน ชี้รัฐแบกรับสูงถึง 1 ต่อ 20 เสนอปรับสูตรใหม่ ลดภาระงบหลวง
นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงถึงประเด็นงบประมาณอาหาร สส. ผู้ช่วย สส. และกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ว่า ที่ผ่านมาตนได้อภิปรายเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง เพราะงบประมาณทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน ซึ่งกรณีค่าอาหารของ สส. และ สว. ที่ถูกวิจารณ์ว่าได้เงินเดือนหลักแสนแล้ว เหตุใดจึงยังได้รับสวัสดิการอาหารฟรีอีกนั้น ต้องมองอย่างรอบด้านว่าเหมาะสมหรือไม่ และประเทศอื่นมีแนวปฏิบัติอย่างไร โดยยอมรับว่าเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำหรือค่าครองชีพเดือนละ 15,000-20,000 บาท กับเงินเดือน สส. ราว 100,000 บาท ย่อมทำให้ประชาชนตั้งคำถามได้
อย่างไรก็ตาม นายภัณฑิลระบุว่า การเป็นนักการเมืองในระบบเดิมต้องใช้ต้นทุนสูง ทั้งค่าใช้จ่ายในการหาเสียงและภาระทางสังคม โดยเพดานค่าใช้จ่ายเลือกตั้งอยู่ที่ 1.9 ล้านบาท จึงเกิดคำถามตามมาว่า อาชีพนี้เปิดกว้างให้คนธรรมดาเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองจริงหรือไม่ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นพื้นที่ของคนที่มีทุนหรือเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ เพราะไม่ได้สนใจเงินเดือน 100,000 บาทอยู่แล้ว
นายภัณฑิลกล่าวต่อว่า อาชีพ สส. เป็นอาชีพที่มีระยะเวลาจำกัด ไม่มีความแน่นอน มีความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและความมั่นคงในอาชีพ ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังจากประชาชนสูงมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ว่า เงินเดือนเหมาะสมหรือไม่ และค่าอาหารระดับหลักพันบาทต่อหัวคุ้มค่าหรือเปล่า โดยเฉพาะเมื่อพบปัญหาอาหารเหลือทิ้งจำนวนมาก จนกลายเป็นขยะ
“บางครั้งการประชุมไม่ได้จบใน 1-2 ชั่วโมง แต่กินเวลาทั้งวัน ดังนั้นอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่ม ยังมีความจำเป็นอยู่ หากจะตัดออกทั้งหมดก็คงไม่สมเหตุสมผล” นายภัณฑิลกล่าว
นายภัณฑิลเสนอว่า สำหรับการประชุมต่อเนื่องทั้งวัน ควรจัดสวัสดิการอาหารให้เหมาะสมและพอดี โดยในชั้นพิจารณางบประมาณปี 2569 ตนเคยเสนอให้เปลี่ยนเป็นระบบบัตรเติมเงิน เพื่อกำหนดวงเงินการใช้จ่ายอาหารในแต่ละวัน และป้องกันไม่ให้โอนกลับเข้ากระเป๋าตัวเองได้
เขาเห็นว่า หากใช้ระบบการ์ดจะช่วยคำนวณความต้องการรายวันได้ดีกว่า ไม่จำเป็นต้องจัดอาหารแบบบุฟเฟต์จำนวนมาก ทั้งอาหารจีน ไทย ญี่ปุ่น และนานาชาติ เพราะแม้จะเป็นความปรารถนาดี แต่ในความเป็นจริงสมาชิกมีเพียงราว 500 คน ไม่ได้บริโภคมากถึงขนาดนั้น จึงไม่ใช่การตัดสวัสดิการทั้งหมด แต่เป็นการปรับให้ประหยัด เหมาะสม ได้สัดส่วน และสะท้อนความเกรงใจต่อประชาชนผู้เสียภาษี
ส่วนกรณีผู้ช่วย สส. 8 คน ที่จะมีการปรับขึ้นเงินเดือนในปีงบประมาณนี้ จนถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใด สส. ต้องมีผู้ช่วยมากถึง 8 คนนั้น นายภัณฑิลกล่าวว่า ปัจจุบันผู้ช่วย สส. ทำงานหลายด้านให้สมาชิก และแม้จะมี AI หรือแชต GPT ช่วยสรุปรายงานได้ แต่ในต่างประเทศจะกำหนดเป็นวงเงินให้ สส. ไปบริหารจัดการบุคลากรเอง โดยมีภารกิจและตัวชี้วัดชัดเจน
“ปัญหาของไทยไม่ใช่อยู่ที่จำนวนผู้ช่วย แต่อยู่ที่การไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้เกิดข้อครหาว่าเอาญาติพี่น้องมาเป็นผู้ช่วย สส. ใส่ชื่อรับเงินแทน เป็นผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้ภาพลักษณ์นักการเมืองเสียหาย” นายภัณฑิลกล่าว
นายภัณฑิลจึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบระบบผู้ช่วย สส. อย่างจริงจัง พร้อมกำหนดตัวชี้วัดการทำงานที่ชัดเจน ตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและลดข้อครหาจากสังคม
สำหรับประเด็นกองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา นายภัณฑิลกล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกที่มีเงินเดือน 100,000 บาท จะถูกหักเข้ากองทุนเดือนละ 3,500 บาท ก่อนจะนำไปจ่ายเป็นบำเหน็จหรือบำนาญในช่วงเกษียณ ซึ่งหลักการของกองทุนคือการสร้างหลักประกันความมั่นคงให้ผู้ที่เคยทำหน้าที่ทางการเมือง
อย่างไรก็ดี ปัญหาในปัจจุบันคือกองทุนมีความไม่ยั่งยืน จำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินอุดหนุนจากภาษีประชาชนอยู่ที่ราว 700-800 ล้านบาทต่อปี แต่เงินสมทบจากสมาชิกมีเพียงประมาณ 30 ล้านบาท หรือมีสัดส่วนราว 1 ต่อ 20 ทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นภาระงบประมาณแผ่นดิน และไม่อาจพึ่งพาผลตอบแทนจากการลงทุนได้เพียงพอ
นายภัณฑิลระบุว่า เรื่องนี้จึงจำเป็นต้องทบทวนสูตรการคำนวณใหม่ เพื่อให้กองทุนมีความยั่งยืนมากขึ้น โดยควรปรับสัดส่วนระหว่างเงินอุดหนุนจากรัฐกับเงินออมของสมาชิกให้เหมาะสม เท่าเทียม และเป็นธรรม เพื่อไม่ให้กองทุนต้องพึ่งพาเงินหลวงเข้าไปอุดหนุนทุกปี


