xs
xsm
sm
md
lg

“สว.ภิญญาพัชญ์” เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหลี่ยมใหม่ ยกเคสคุณยายถูกหลอกถอนเงินมอบให้คนแอบอ้างเป้ฯตำรวจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สว.ภิญญาพัชญ์” ยกเคสคุณยายถูกหลอกถอนเงิน เตือนภัยมุกเดิมแต่เหลี่ยมใหม่ หลอกเหยื่อนำเงินออกจากระบบด้วยตัวเองตัดเส้นทางตรวจสอบ อึ้ง มิจฉาชีพไม่ได้พัฒนาแค่ซอฟต์แวร์ แต่เล่นกับความกลัวถึงขีดสุด เรียกร้องรัฐบาลยกเครื่องการป้องกันก่อนโศกนาฏกรรมทางการเงินลามทั่วประเทศ

วันนี้ (17 มี.ค. 2569) ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม น.ส.ภิญญาพัชญ์ ศันสนียชีวิน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ลุกหารือถึงวิกฤตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่เกือบจะเป็นโศกนาฏกรรมทางการเงินเกิดขึ้นที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ตนดูข่าวพบว่า คุณยายวัย 74 ปี ท่านหนึ่ง ถูกมิจฉาชีพโทรมาข่มขู่ด้วยมุกเดิมๆ ว่าบัญชีพัวพันยาเสพติด และหลอกให้คุณยายไปถอนเงินสดถึง 5 ล้านบาท เพื่อส่งมอบให้กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจถึงหน้าธนาคาร โดยคุณยายได้บอกกับเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าจะถอนเงินสดไปซื้อทองคำให้หลาน

“เดชะบุญค่ะที่ สติและความช่างสังเกตของพนักงานธนาคารและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พระประแดง ช่วยระงับเหตุไว้ได้ทัน คำถามที่ดิฉันอยากถามผ่านท่านประธานคือ เราจะปล่อยให้ผู้สูงอายุหรือประชาชนคนไทย ต้องมีชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความหวาดระแวง และฝากความหวังไว้กับโชคชะตาหรือความไหวพริบของพนักงานธนาคารเป็นรายกรณีไปแบบนี้หรือคะ” น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าว

น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวต่อว่า กรณีนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญและเป็นพัฒนาการอีกขั้นของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องอ่านเกมให้ขาด ในอดีต มิจฉาชีพเน้นการให้เหยื่อโอนผ่านแอปฯ เข้าสู่บัญชีม้า แต่วันนี้ มิจฉาชีพกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการของรัฐและพวกมันกำลังแก้เกมอยู่ จึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาใช้เหยื่อเป็นผู้นำเงินออกจากระบบด้วยตัวเอง การหลอกให้ถอนเงินสดคือการสร้างหลุมดำในเส้นทางธุรกรรม เมื่อเงินออกจากเคาน์เตอร์ธนาคารในรูปแบบธนบัตร เส้นทางทางการเงินที่เราพยายามสร้างมาเพื่อตรวจสอบจะทำได้ยาก

พัฒนาการนี้ยังสะท้อนถึงการใช้จิตวิทยาชั้นสูง มิจฉาชีพใช้เวลาเป็นวันๆ ในการควบคุมเหยื่อให้เกิดความกลัวถึงขีดสุด สั่งห้ามบอกลูกหลาน จากการประเมิน ตนคิดว่าอาจจะส่งคนมารับเงินสดถึงที่ เริ่มมีให้เห็นกันแล้ว แสดงว่ามีการจัดตั้งเครือข่ายที่ไม่ได้อยู่แค่ในค่ายกัมพูชาหรือเมียนมาอีกต่อไป แต่มีตัวแทนอยู่ในพื้นที่ใกล้ตัวเรา และหากมาดูสถานการณ์ภาพรวมในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะพบว่าน่าตกใจมาก ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ระบุว่า เพียงสัปดาห์เดียวมีผู้แจ้งความกว่า 7,600 คดี ความเสียหายรวมสูงถึง 433 ล้านบาท มิจฉาชีพไม่ได้พัฒนาแค่ซอฟต์แวร์ แต่พัฒนาจิตวิทยาเข้าไปเล่นกับความกลัวและความโลภของคน โดยเฉพาะการเปลี่ยนรูปแบบจากการโอนผ่านแอปฯ มาเป็นการหลอกให้ถอนเงินสด เพื่อหนีการตรวจสอบและระบบอายัดบัญชีม้าของธนาคาร ซึ่งถือเป็นจุดโหว่ที่อันตรายอย่างยิ่ง

น.ส.ภิญญาพัชญ์ กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอแนะ 3 ประการไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประการแรก ขอให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประสานกับสมาคมธนาคารไทย ออกแนวปฏิบัติเข้มงวดสำหรับการถอนเงินสดจำนวนมากโดยผู้สูงอายุ โดยให้มีระบบ Check-point ที่เชื่อมโยงกับญาติหรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นทันที รวมถึงกำกับดูแลบริษัทขนส่งพัสดุไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการรับ-ส่งเงินสดผิดกฎหมาย

ประการที่สอง ต้องกดดันค่ายมือถือให้มีระบบคัดกรองเบอร์โทรศัพท์ที่ผิดปกติจากต่างประเทศอย่างเด็ดขาดมากกว่านี้ รวมถึงกำจัดซิมผีที่ยังมีเกลื่อนตลาดให้หมดไปอย่างจริงจัง

ประการที่สาม รัฐบาลไทยต้องผลักดันให้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระเร่งด่วนของอาเซียน เพื่อทำลายฐานที่ตั้งในประเทศเพื่อนบ้านอย่างถอนรากถอนโคน ไม่ใช่แค่ไล่จับรายวัน แต่ต้องตัดท่อน้ำเลี้ยงที่เป็นนายทุนข้ามชาติให้ได้