เมืองไทย 360 องศา
จะเรียกว่าระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล สำหรับการสมัครสมาชิกพรรคประชาชน กำลังสร้างความสั่นสะเทือนให้กับพรรคการเมืองพรรคนี้อีกรอบ และอาจเลวร้ายถึงขั้นยุบพรรคขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นไปได้ หลังจากมีการตรวจพบว่า เกิดการ “รั่วไหล” โดยอาจมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ และล่าสุดทางกรมการปกครอง ได้ออกคำสั่งระงับระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล กับพรรคประชาชนแล้ว
ก่อนหน้านี้พรรคประชาชน โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ได้ออกมาขออภัยสมาชิกพรรคทุกคน หลังจากได้ตรวจพบในวันที่ 10 มีนาคม ว่า มีบุคคลที่ไม่หวังดี นำข้อมูลส่วนบุคคลของสมาชิกพรรคไปใช้ ในทางที่ไม่ชอบ
“เมื่อพรรคเห็นว่ามีการยกระดับที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิและเสรีภาพต่อเจ้าของข้อมูล จึงจำเป็นต้องแจ้งเตือนสมาชิกพรรค ตามกฎหมาย PDPA ซึ่งข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้พบเป็นที่ประจักษ์ว่าถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ชอบอย่างไร ที่จะเสียหายเป็นวงกว้าง หรือเฉพาะตัวบุคคล แต่สิ่งที่เราตัดสินใจ ดำเนินการแจ้งเตือนสมาชิกพรรคเพราะมีบางเพจ เริ่มเอาข้อมูลสมาชิกพรรคที่ได้รับไปในทางมิชอบมาเปิดในที่สาธารณะ ถึงแม้จะมีการปกปิดข้อมูลบางส่วนก็ตาม ซึ่งเราได้รับแจ้งหลังบ้านว่า กลุ่มบุคคลต่างๆ เหล่านั้นอาจมีข้อมูลที่มีความอ่อนไหวอยู่ในมือ ดังนั้นจึงต้องแจ้งเตือนสมาชิกพรรคทันที”เขากล่าว พร้อมกับแนะนำให้สมาชิกพรรคที่เกิดความไม่สบายใจ อาจไปขอทำบัตรประชาชนใหม่
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม กรมการปกครอง(ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีข้อมูลของประชาชนเกิดการรั่วไหลในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อตัว-ชื่อสกุล เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลอื่น ๆ
กรมการปกครอง โดยสำนักบริหารการทะเบียน ได้แจ้งยกเลิกการให้พรรคประชาชน ใช้งานระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (DOPA-Digital ID) รวมถึงโปรแกรมสำหรับอ่านข้อมูลจากบัตรประจำตัวแบบอเนกประสงค์ (Smart Card) ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป และได้แจ้งให้จัดส่งข้อมูลเกี่ยวกับการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลให้กรมการปกครองทราบ เพื่อคุ้มครองข้อมูลของประชาชน และดำเนินการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของข้อมูล และพิจารณาการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ กับทุกหน่วยงานด้วยนโยบายการรักษาความลับตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
กรณีที่มีการนำข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชน ของประชาชนไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอม หรือ ใช้เกินวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนด หรือการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลมิได้จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หากตรวจพบ ว่ามีการกระทำความผิด สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง จะพิจารณาเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน หรือร้องเรียนเพื่อให้มีการพิจารณาโทษทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กับผู้กระทำความผิด ต่อไป
กรณีหน่วยงาน หรือองค์กรที่ได้รับการอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูลมีการปล่อยปละละเลยให้มีการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่ชอบ อาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ ได้แก่
(ก) พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2534 (ข) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ. 2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เข้าถึงข้อมูลหรือเปิดเผยข้อมูลที่บันทึกไว้ในหน่วยความจำอันมีข้อมูลที่ปรากฏอยู่บนบัตรโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ถือบัตร (ค) พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีฐานกฎหมาย โดยมีโทษทางแพ่ง ทางปกครอง และทางอาญา
(ง) พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 หากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น
สำหรับ กฎหมายเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง หากการได้มาของข้อมูลนำไปใช้เกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรค หรือกิจกรรมทางการเมืองโดยมิชอบ ทั้งนี้ การพิจารณาความผิดต้องอยู่กับข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ
หากพิจารณากันโดยสรุปแล้ว จากคำชี้แจง และคำเตือนจากกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทยดังกล่าว จะเห็นว่า หากมีการนำข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการรั่วไหลออกไปจากระบบการรับสมัครสมาชิกพรรคประชาชน และมีการร้องเรียนกันเกิดขึ้นจนนำไปสู่การดำเนินคดี จะถือว่ามีความผิดหลายอย่างตามมา ตามการประกาศแจ้งให้ทราบจากกรมการปกครอง นั่นคือ มีความผิดทั้งทางแพ่ง และอาญา
และที่สำคัญยังมีความผิดตามกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้ง หากมีการนำข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครสมาชิกพรรคไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ไปร้องกับ กกต. ให้สอบสวนเอาผิดกับพรรคประชาชน กรณีเข้าข่ายทำผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กรณีบุคคลภายนอกสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลสมาชิกพรรคบางส่วนได้ ถือได้ว่าเป็นการย่อหย่อนต่อการป้องกันข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก อันอาจทำให้มิจฉาชีพอาจนำข้อมูลไปก่ออาชญากรรม อันเป็นการคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง
การที่ พรรคประชาชนได้ออกมายอมรับว่า มีการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับของประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคจากระบบในการรับสมัครสมาชิกพรรคที่ไม่ถูกต้องตามหลักการและไม่ปลอดภัย เนื่องจากไปกำหนดว่าผู้สมัครสมาชิกพรรคต้องกรอกรหัสลับ หรือ Laser ID (รหัสที่อยู่หลังบัตรประชาชน) ลงไปด้วย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือว่า เป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (PDPA) ทั้งที่ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้บังคับให้พรรคการเมืองใดต้องขอ Laser ID จากผู้สมัครสมาชิกพรรค เพราะไม่มีความจำเป็นที่พรรคการเมืองต้องล่วงรู้ แต่เมื่อมีการรั่วไหลออกไป ก็ย่อมทำให้มีความเสี่ยงที่จะถูกมิจฉาชีพนำไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบตามมา
สำหรับพรรคประชาชน งานนี้จะเรียกว่า “งานเข้า” รัวๆ อีกแล้ว เพราะเสี่ยงกับการถูกร้องยุบพรรคอีกรอบ และงานนี้ถือว่า “พลาด” จริงๆ กับการแสดงความ “ล้ำหน้า” โดยไม่จำเป็น แต่กลายเป็นว่าเมื่อต้องการข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกเข้ามาแล้ว แต่กลับไม่สามารถป้องกันการรั่วไหลออกไปได้ ประกอบกับระบบการป้องกันไม่ได้รัดกุมพอ หรืออาจเรียกว่า “ไร้ประสิทธิภาพ” หรือเปล่า จนเกิดคำถามว่า ดีแต่วิจารณ์คนอื่น แต่พอเกี่ยวข้องกับตัวเอง กลับทำไม่ได้ และมักเกิดปัญหาภายในทุกครั้ง
ดังนั้นเวลานี้ถือว่าพรรคประชาชน ต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เพราะการที่ข้อมูลส่วนบุคคล “รั่วไหล” ออกไป จากจำนวนที่สมัครสมาชิกพรรคจำนวนมากกว่า 1 แสน 1 หมื่นคน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะรั่วออกไปเท่าไหร่ กันแน่ เพราะวันดีคืนดีไม่รู้ว่าอาจจะมีหมายเรียก หมายศาล มาถึงที่บ้านจากการที่กลุ่มมิจฉาชีพนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ ซึ่งการที่หัวหน้าพรรคขออภัยด้วยคำพูดไม่กี่คำ ถือว่ายังไม่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ต้องรับความเสี่ยงอาจถูกยุบพรรคอีกรอบ ก็เป็นไปได้ไม่น้อย!!


