ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ “โสภณ ซารัมย์” ขุนพลบ้านใหญ่บุรีรัมย์ จากครูประชาบาล สู่ประธานรัฐสภา
เมื่อพรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้ง ก่อนจะไปถึงการจัดตั้งรัฐบาล ตามกระบวนการต้องมีรัฐพิธี ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จไปทรงเปิดประชุมสภาเสียก่อน จากนั้นจึงจะมีการประชุมสภานัดแรกเพื่อให้ สส.ได้ปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ ตามด้วยการเลือกผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และ รองประธานสภาฯอีก 2 คน
ชื่อของ “โสภณ ซารัมย์” ถูกกล่าวถึงในฐานะแคนดิเดตประธานสภาฯตั้งแต่ไก่โห่ โดยไม่มีชื่อบุคคลอื่นในพรรคภูมิใจไทย มาเทียบเคียง แข่งบารมีเลย
เพราะ “โสภณ ซารัมย์” นั้นถือได้ว่า เป็นสายตรงของ“เนวิน ชิดชอบ” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพรรคภูมิใจไทย และว่ากันว่า คนของพรรค ใครจะได้นั่งเก้าอี้ตัวไหนในรัฐบาล“อนุทิน 2” ต้องได้ไฟเขียว จาก“เนวิน”ก่อน
การเลือกประธานสภาผู้แทน เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 มี“ไพโรจน์ โล่ห์สุนทร” สส.ที่อาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่ประธานสภาฯ ชั่วคราว มีผู้ถูกเสนอชื่อ 2 คน คือ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย และ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
ผลโหวตปรากฏว่า “โสภณ” ได้รับเลือกด้วยคะแนน 289 เสียง ส่วน “พริษฐ์ ได้แค่ 123 เสียง ทั้งนี้ มีบัตรงดออกเสียง 80 ใบ และ มีบัตรเสีย 5 ใบ จากสส.ที่เข้าประชุม 497คน
บัตรงดออกเสียง 80ใบนั้น มาจาก สส.พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้มีการประชุมกันก่อนหน้า และมีมติให้ “งดออกเสียง” ซึ่งในทางการเมืองตีความว่า ทั้งสองพรรคตัดสินใจแบบเผื่อเหลือ เผื่อขาด อาจจะได้ร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ในอนาคต
ส่วนรองประธานสภา คนที่หนึ่งคือ “มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช” สส.ลพบุรี พรรคภูมิใจไทย และ รองประธานสภา คนที่สองคือ “เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล” สส.เลย พรรคเพื่อไทย โดยทั้งสองตำแหน่งนี้ ไม่มีผู้เสนอชื่อแข่ง
สำหรับปูมประวัติ “โสภณ ซารัมย์” เกิดวันที่ 31 มีนาคม 2502 ที่ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ เป็นลูกชายของ “กำนันสนั่น ซารัมย์” ผู้มีความใกล้ชิด สนิทสนมกับ “กำนันชัย ชิดชอบ” พ่อของ “เนวิน”
เมื่อ “กำนันชัย” ลงสมัครสส. ก็ได้ “กำนันสนั่น” เป็นหัวคะแนนให้
“โสภณ” จบการศึกษาจากวิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สาขาประถมศึกษา แล้วเข้ารับราชการครู ซึ่งสมัยนั้นเรียกันว่า “ครูประชาบาล”
เข้าสู่เส้นทางการเมืองระดับชาติ ในปี 2544 ได้รับเลือกตั้งเป็น สส.บุรีรัมย์ สังกัดพรรคชาติไทย ก่อนย้ายไปอยู่พรรคไทยรักไทย ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในปี 2548 และพรรคพลังประชาชน ในเวลาต่อมา
ถึงวันนี้ “โสภณ” เป็น สส.บุรีรัมย์มาแล้ว 7 สมัย
เคยได้รับการแต่งตั้งเป็น รมช.คมนาคม ในรัฐบาล“สมชาย วงศ์สวัสดิ์”
ในช่วงที่พรรคพลังประชาชน ถูกยุบ เขาเป็นหนึ่งใน “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ที่แยกตัวออกมาสนับสนุน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรี และ “โสภณ” ได้เป็น รมว.คมนาคม
ส่วนที่มาของฉายา “โสภณ ซาเล้ง” เนื่องจากขณะนั่ง รมว.คมนาคม อยู่นั้น เป็นช่วงที่รถไฟยุติการวิ่งในภาคใต้ แต่“โสภณ” กลับนิ่งเฉย และตอบว่า ไม่สันทัดในเรื่องรถไฟ ถนัดเรื่อง “ซาเล้ง”มากกว่า
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี เมื่อปี 2553 “โสภณ” ถูกซักฟอก เกี่ยวกับโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายสีม่วง ช่วงบางซื่อ-บางใหญ่ วงเงินลงทุน 36,055 ล้านบาท เนื่องจาก “โสภณ” ได้ปรับเปลี่ยนวงเงินลงทุนจาก 4 โครงการ ยุบเหลือ 1 โครงการ แต่วงเงินเท่าเดิม จึงถูกมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ บริษัทเอกชน 2 รายคือ “บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท เครือญาติของ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” พ่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ซึ่งตอนนั้นเป็น รมว.มหาดไทย วงเงิน 3,233 ล้านบาท และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) วงเงิน 2,658 ล้านบาท แต่สุดท้าย “โสภณ” ก็ยังผ่านมาได้
จากนั้น “โสภณ” ก็โลว์โปรไฟล์
หลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่ “แพทองธาร ชินวัตร” ถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินให้พ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ตามข้อตกลง MOA ของพรรคประชาชน
คราวนี้ “โสภณ” ที่เงียบหายไปนาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี ควบคู่กับการทำงานในฝ่ายนิติบัญญัติ
ถึงวันนี้ “โสภณ ซารัมย์” ซึ่งมีความสนิทสนมดั่งเครือญาติ กับ“เนวิน ชิดชอบ” และเรียกเนวิน “ลูกพี่” จนติดปาก ก็ผงาดขึ้นเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานรัฐสภา และเป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ
.
++ "หมอวรงค์"แผลงฤทธิ์ ชงยกเลิกข้าวฟรี สส. – ลดผู้ช่วยฯ - ตัดกองทุนบำนาญ สะดุ้งกันทั้งสภา!
คัมแบ็กกลับเข้าสภาในรอบ 12 ปี ก็เปิดตัวแบบ “ท็อปฟอร์ม" ตั้งแต่วันแรกสำหรับ "หมอวรงค์" นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี
เล่นเอาเพื่อนสส.ทั้งสภาสะดุ้งกันเป็นแถว เมื่อ"หมอวรงค์" ลุกขึ้นเสนอแนวคิด “สังคายนาสภา” ชง 3 มาตรการล้างบางสวัสดิการ สส.จน สส.รุ่นใหญ่บางส่วนถึงกับลุกประท้วงว่า “ผิดระเบียบวาระ” เพราะขณะนั้น กำลังอยู่ในขั้นตอนเลือกประธานสภาฯ และรองประธานสภา
แต่ 3 ประเด็นที่ “หมอวรงค์” หยิบขึ้นมาก็ทำเอา สส.หลายคน นั่งกันไม่เป็นสุข ได้แก่...
ยกเลิกอาหารกลางวันฟรีในสภา ชี้ว่า สส.เงินเดือนหลักแสน ควรซื้อกินเองไม่ควรใช้ภาษีประชาชน
ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน ซึ่งคาดว่าจะประหยัดงบประมาณได้ถึง ปีละประมาณ 540 ล้านบาท
ปรับลดกองทุนบำนาญ สส. เพื่อลดภาระงบประมาณแผ่นดินในระยะยาว
งานนี้ต้องยอมรับว่า 1 เสียงของไทยภักดีดูจะ “ทรงพลัง" กว่า หลายเสียงของพรรคใหญ่ในสภา
เพราะกล้าเปิดหน้าแตะสวัสดิการของเพื่อนสส. ด้วยกันเอง จนทั้งห้องประชุมได้แต่มองหน้ามองตากันปริบๆ
ยิ่งเป็นวันแรกของการเปิดสภา ที่บรรยากาศการเมืองกำลังคึกคัก เมื่อ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” ผงาดเต็มตัว และ "โสภณ ซารัมย์" สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นั่งเก้าอี้ ประธานสภาฯ ตามที่หลายฝ่ายคาดไว้ ทำให้เรื่อง การรัดเข็มขัดงบประมาณรัฐ ดูจะไม่ใช่ประเด็นที่ใครอยากพูดถึงนัก
ทั้งที่ในเวลานี้ เศรษฐกิจโลกผันผวน ภาวะสงครามกดดันงบประมาณ และ ปากท้องประชาชนกำลังเผชิญแรงกดดันหนักจากปัญหา "น้ำมัน"
แต่ "หมอวรงค์" กลับเลือกหยิบเรื่อง “ลดค่าใช้จ่ายของนักการเมืองเอง” ขึ้นมาพูดกลางสภา
ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ในวันที่การเมืองเต็มไปด้วยการต่อรองอำนาจ ไม่สนใจประชาชน อย่างน้อยในสภาวันนี้ ก็มี “หมอวรงค์” ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า
แม้จะโดดเดี่ยวเพียงหนึ่งเสียง ก็ยังพร้อมทำหน้าที่ในแบบที่ทำให้ประชาชน ยังพอมีความหวังกับสภาได้อยู่บ้าง.


