xs
xsm
sm
md
lg

เปิดสภานัดแรงชิง ปธ. ภท.ส่ง “โสภณ” ลุยปฏิรูป กม.ล้าสมัย-กู้ศรัทธา ส้มดัน “ไอติม” สู้ ชูโปร่งใส-ใช้เทคโนโลยี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดสภา นัดแรก ภท.- ปชน. ชิงเก้าอี้ประธานสภา ประชันวิสัยทัศน์ ก่อนลงมติ “โสภณ” ดันสภาปฏิรูปกฎหมายล้าสมัย ฟื้นศรัทธา ปชช. ขณะที่ “พริษฐ์” ชูสภาโปร่งใส ใช้เทคโนโลยี เปิดข้อมูลการทำงานต่อสาธารณะ ก่อน สส.ลงคะแนนลับ

วันนี้ (15 มี.ค.) ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ และเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงรองประธานสภา

บรรยากาศก่อนการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก โดย สส.จากแต่ละพรรคทยอยเข้าสู่ห้องประชุม ซึ่งมีการจัดโซนที่นั่งอย่างชัดเจน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยนั่งอยู่ด้านซ้ายของห้องประชุม โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เดินนำ สส.ของพรรคเข้าสู่ห้องประชุม พร้อมเดินทักทาย สส.จากพรรคต่างๆ อย่างเป็นกันเอง เช่น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เข้าไปจับมือทักทายนายอนุทินด้วยความยินดี

จนเมื่อเวลา 09.30 น. หลังจากมีสมาชิกลงชื่อครบองค์ประชุมแล้ว นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สส.ที่มีอาวุโสสูงสุด ขึ้นทำหน้าที่ประธานชั่วคราวของที่ประชุม ก่อนดำเนินการให้ สส.กล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกับย้ำให้ยึดถือข้อบังคับการประชุมอย่างเคร่งครัด ก่อนเปิดให้เสนอชื่อบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร

ต่อมา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานสภา ขณะที่ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เสนอชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นแคนดิเดตอีกคน ส่งผลให้ต้องมีการแสดงวิสัยทัศน์และลงคะแนนลับ

นายโสภณ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ตอนหนึ่ง ว่า ตลอด 25 ปีที่อยู่ในสภา ได้เห็นการทำงานหลากหลายรูปแบบ และหวังว่า สภา จะสามารถหลอมรวมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับความทันสมัย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยมองว่า หน้าที่สำคัญของประธานสภา มี 3 ประการ คือ การนำปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนมาสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม การตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างมีคุณภาพ สมดุล และมีเหตุมีผล และการผลักดันการออกกฎหมายที่เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายรัฐบาลนำไปใช้ฝ่าฟันวิกฤติของประเทศ

นายโสภณ ยังระบุว่า ปัจจุบันยังมีกฎหมายล้าสมัยจำนวนมากที่บังคับใช้ไม่ได้จริง และไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงเห็นว่านิติบัญญัติต้องเร่งสังคายนากฎหมายที่เป็นอุปสรรค พร้อมปรับปรุงหรือยกเลิกโดยเร็วที่สุด รวมถึงผลักดันกฎหมายใหม่ให้ทันสมัย สอดรับกับสถานการณ์โลกและการพัฒนาของประเทศ

นอกจากนี้ ยังกล่าวด้วยว่า การเสนอกฎหมายแต่ละครั้งใช้เวลายาวนาน ทำให้หลายสมัยประชุมไม่สามารถออกกฎหมายได้ตามเป้าหมาย จึงไม่ต้องการเห็นสภาใช้วาทกรรมเพื่อเอาชนะคะคานกันโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม พร้อมย้ำว่า ประชาชนต้องการเห็นการบัญญัติกฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล และเป็นที่พึ่งของประชาชน เพื่อฟื้นศรัทธาและศักดิ์ศรีของสภาให้กลับมาเป็นสภาที่สง่างาม หากได้รับเลือกจะทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาชน และจรรโลงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้าน นายพริษฐ์ กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่า ตนไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับเลือกเป็นประธานสภา เพราะพรรคประชาชนเคารพสิทธิของพรรคอันดับหนึ่งที่เดินหน้าเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่ในฐานะแกนนำฝ่ายค้าน ยังเห็นว่าสามารถมีบทบาทในการเสนอแนะต่อรัฐบาลได้

นายพริษฐ์ ระบุว่า ประธานสภาคนใหม่ ไม่ควรวางตัวเป็นกลางใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. ไม่เป็นกลางระหว่างการหยุดอยู่กับที่กับการเดินไปข้างหน้า โดยต้องใช้เทคโนโลยียกระดับการทำงานของสภา เช่น การถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมาธิการ 2. ไม่เป็นกลางระหว่างการปกปิดกับความโปร่งใส โดยประชาชนควรเข้าถึงข้อมูลการทำงาน การลงมติ และการใช้ภาษีของ สส. ผ่านระบบแดชบอร์ด 3. ไม่เป็นกลางระหว่างการเผาผลาญกับการปกป้องภาษีประชาชน โดยประธานสภาควรเป็นหัวหอกผลักดันการตัดลดงบประมาณส่วนที่ไม่จำเป็น แม้จะขัดกับความต้องการของ สส.บางส่วน และ 4. ไม่เป็นกลางระหว่างอำนาจของคนไม่กี่กลุ่มกับอำนาจของประชาชน

นายพริษฐ์ ยังกล่าวด้วยว่า ประธานสภา ในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งมีบทบาทในกระบวนการสรรหาองค์กรอิสระ ต้องทำทุกวิถีทางให้องค์กรอิสระเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่ไม่เป็นอิสระจากประชาชน พร้อมระบุว่า ประธานสภา คนใหม่มีบทบาทสำคัญในการรวมพลังทุกพรรคเพื่อตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา สร้างความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งครั้งต่อไปให้เสรี เป็นธรรม และโปร่งใส รวมถึงเดินหน้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างมั่นคง รวดเร็ว และเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงมติ ได้เกิดข้อหารือในที่ประชุมเกี่ยวกับรูปแบบการลงคะแนนลับ โดยเป็นกรณีการเขียนชื่อบุคคลที่ถูกเสนอชื่อลงในบัตรออกเสียง ซึ่งมีคำถามเรื่องการสะกดชื่อผิด ตอนแรกนายไพโรจน์วินิจฉัยว่า หากสะกดผิดแม้แต่ตัวเดียวให้ถือเป็นบัตรเสีย ทำให้มีการทักท้วงจากสมาชิกว่าควรยึดเจตนารมณ์ของผู้ออกเสียง แม้จะสะกดผิดในรายละเอียด เช่น ตัวสะกดหรือการใส่การันต์

ระหว่างการหารือ มีข้อเสนอให้ใช้วิธีเขียนหมายเลขแทนการเขียนชื่อเพื่อลดปัญหาความคลาดเคลื่อน ก่อนที่สุดท้าย นายไพโรจน์ จะวินิจฉัยใหม่ว่า หากสะกดชื่อผิดยังถือเป็นบัตรดี โดยให้เป็นดุลพินิจของกรรมการนับคะแนน ขณะที่ผู้ที่ประสงค์จะงดออกเสียง ให้เขียนคำว่า “งดออกเสียง” ลงในบัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการลงคะแนนลับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ เสนอญัตติให้ที่ประชุมพิจารณาต่อการเปลี่ยนแปลงการออกเสียง จากเดิมที่กำหนดให้เขียนชื่อผู้สมัคร ไปเป็นเขียนหมายเลขแทน

ทั้งนี้ พบว่า ที่ประชุมได้ถกเถียงต่อประเด็นดังกล่าว โดยส่วนหนึ่งแสดงความเห็นคัดค้านและขอให้ใช้การเขียนชื่อเช่นเดิม

อย่างไรก็ดี สส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นสนับสนุนญัตติของนายรังสิมันต์ โดยทั้ง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย และ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ไม่ขัดข้องที่จะเปลี่ยนวิธีการลงคะแนน ทำให้ นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร ประธานชั่วคราวของที่ประชุมได้วินิจฉัยให้เปลี่ยนแปลง โดยหมายเลข 1 เป็นชื่อของนายโสภณ และหมายเลข 2 เป็นชื่อของนายพริษฐ์ ขณะที่การโหวตงดออกเสียง ให้เขียนคำว่า งดออกเสียง

จากนั้นเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก โดยให้สมาชิกแสดงตนนับองค์ประชุม ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกระธานสภา