“อดีต สว.รสนา” ตั้งข้อสังเกตนโยบายส่งเสริมให้ใช้น้ำมัน E20 ช่วยประชาชน หรือเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการโรงกลั่น ชี้ น้ำมันชีวภาพ ทั้งแกสโซออล์ และไบโอดีเซล มีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่รัฐบาลทำให้ถูกลงด้วยกลไกทางคณิตศาสตร์ เอาเงินกองทุนน้ำมันไปจ่ายชดเชยลิตรละ 9.41 บาท แถมลดภาษีให้อีก ทำให้เอกชนได้ค่าการกลั่นลิตรละ 4.21 บาท สูงกว่าที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดให้ไม่เกินลิตรละ 2 บาท
เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภาและนักเคลื่อนไหวด้านพลังงาน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Rosana Tositrakul ตั้งข้อสังเกตต่อแนวทางนโยบายพลังงานของรัฐบาล ภายหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพื่อช่วยประเทศประหยัดพลังงาน โดยตั้งคำถามว่านโยบายดังกล่าวเป็นการช่วยชาติจริงหรือเอื้อประโยชน์ให้ภาคธุรกิจโรงกลั่น
นางสาวรสนา ระบุว่า น้ำมันชีวภาพเคยเป็นพระราชดำริของพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 และเป็นนโยบายของรัฐบาลในอดีต เพื่อช่วยลดราคาน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลลง ทำให้เกิดการพึ่งตนเองด้านพลังงานอย่างยั่งยืน หากเรามีน้ำมันชีวภาพราคาถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานสัก 2-3 บาทต่อลิตร เหมือนในประเทศโปร่งใสทั่วโลกเขาทำกัน ที่น้ำมันชีวภาพถูกกว่าน้ำมันพื้นฐานเสมอ เพราะวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า
ต่อมาราคาน้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล ที่ผลิตจากกากน้ำตาลและมันสำปะหลัง และไบโอดีเซลที่ผลิตจากปาล์มน้ำมันกลับมีราคาสูงมาก สูงกว่าน้ำมันเบนซิน ดีเซลราคาตลาดโลกมาก แต่รัฐบาลก็มีนโยบายให้ผสมขาย อ้างว่า เป็นการช่วยเกษตรกร โดยการใช้กองทุนน้ำมันมาอุ้มราคาเอทานอล และไบโอดีเซล ต่อมาแม้เลิกเอากองทุนน้ำมันมาชดเชย แต่น้ำมันตลาดโลกราคายังไม่ทะลุเพดาน 100 เหรียญสหรัฐ การผสมเอทานอลราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน จะใช้กลไกถ่างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ให้แพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถึงลิตรละ 8-9 บาท จึงเป็นการบีบให้ประชาชนต้องเลือกใช้น้ำมันผสมที่มีราคาถูกกว่า น้ำมันในไทยจึงไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด แต่เป็นไปตามกลไกคณิตศาสตร์
ส่วนน้ำมันดีเซลไม่มีทางเลือกเรื่องราคา เพราะไม่มีดีเซลล้วน น้ำมันดีเซล บี5 คือผสมไบโอดีเซล 5% รัฐบาลก่อนตอนน้ำมันถูกมี บี20 แต่ยกเลิก บี20 และ บี7 ตอนน้ำมันตลาดโลกแพง มาวันนี้น้ำมันคงยังไม่แพงที่สุด เพราะรัฐบาลประกาศจะเพิ่มไบโอดีเซลจาก 5% เป็น 7% ในวันที่ 14 มีนาคม 2569
หลังจากที่ราคาของเอทานอล และไบโอดีเซลถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีราคาสูงมาก เป็น “แอกไขมัน” ที่ประชาชนต้องแบก แทบไม่ได้ช่วยเกษตรกรเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้ว น่าจะช่วยเครือข่ายโรงกลั่นน้ำมันชีวภาพที่เป็นเครือข่ายของโรงกลั่นน้ำมัน จะได้ขายน้ำมันราคาที่แพงขึ้น ใช่หรือไม่ ?!
เพื่อนมิตรคงจำข่าวตอนปิดด่านไทย-กัมพูชา ว่า มีเรื่องมันสำปะหลังราคาถูกของชาวกัมพูชาที่กองอยู่ชายแดนมากมาย เอาเข้าไทยไม่ได้ น่าจะเป็นหลักฐานว่าพ่อค้าย่อมต้องฉวยโอกาสซื้อวัตถุดิบราคาถูกที่ไม่ได้ปลูกในเมืองไทยเข้ามาขายในราคาที่ตั้งไว้สูงเว่อร์ และยังไม่ได้ช่วยเกษตรกรไทยแต่อย่างใด ส่วนปาล์มน้ำมันช่วงออกผลผลิต ราคามักจะต่ำ พอพ่อค้ากว้านซื้อจากเกษตรกรหมด ราคาก็พุ่งพรวด ทำให้น้ำมันชีวภาพทั้ง 2 ชนิด มีราคาแพง เป็นความแพงที่ไม่มีการแข่งขัน และไม่มีกลไกตรวจสอบใดๆ ใช่หรือไม่?!
ปัจจุบันน้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ที่เคยประกาศราคาต่อลิตรในโครงสร้างราคาน้ำมัน ที่เรียกกันว่าตารางส้มทุกวัน ก็ถูกถอดออกไป ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าปัจจุบัน ราคาเอทานอล ไบโอดีเซลราคาเท่าไหร่ ขึ้นลงราคากันอย่างไร
การเอาน้ำมันชีวภาพมาผสมในน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลจะได้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีราคาถูกกว่าน้ำมันตลาดโลกจริง ไม่ใช่มีราคาถูกเพราะกลอุบายทางคณิตศาสตร์
ถ้าน้ำมันชีวภาพมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน หรือราคาไม่แตกต่างกัน ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะน้ำมันชีวภาพมีอัตราการขับได้ระยะทางที่น้อยกว่า จึงควรมีราคาถูกกว่า แต่ถ้าราคาไม่ต่างกัน แต่ใช้กลอุบายลดนั่นลดนี่ เพื่อเพิ่มกำไรของผู้ประกอบการ ก็แสดงว่าเป็นกลไกล้วงกระเป๋าประชาชน ในการช่วยซื้อของถูกในราคาแพงเท่าตลาดโลก หรือแพงกว่า ใช่หรือไม่
ดิฉันลองคำนวณราคาน้ำมันในวันที่ 12 มีนาคม 2569 มาให้ดูเป็นตัวอย่าง
- เนื้อน้ำมันหน้าโรงกลั่น แก๊สโซฮอลล์ 91 เติมเอทานอล 10% ราคาลิตรละ 25.03 บาท
- เนื้อน้ำมัน อี20 เติมเอทานอล 20% ราคาลิตรละ 24.56 บาท
เนื้อน้ำมันทั้ง 2 ชนิด มีราคาต่างกันลิตรละ 46 สตางค์
ราคาขายปลีกหน้าปั๊ม
น้ำมันโซฮอล์ 91 ราคาลิตรละ 30.68 บาท
อี20 ราคาลิตรละ 27.84 บาท
ราคาของน้ำมัน อี 20 ถูกลงลิตรละ 2.84 บาท
แต่ที่ถูกลงไม่ใช่เพราะเนื้อน้ำมันเอทานอลถูกกว่าน้ำมันเบนซินตลาดโลกลิตรละ 2.84 บาท แต่ที่ถูกลงเพราะลดการเก็บภาษีสรรพสามิต ลงไปลิตรละ 75 สตางค์ ยังมีการชดเชยจากกองทุนน้ำมันอีกลิตรละ 9.41 บาท และผู้ประกอบการได้ถ่างค่าการตลาดเป็น 4.21 บาท ทั้งที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดค่าการตลาดเบนซินไว้ไม่เกิน 2 บาทต่อลิตร แต่ไม่เคยทำได้จริง !!
จึงอยากถามท่านรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ที่บอกให้ใช้อี 20 เพื่อช่วยชาติประหยัดพลังงาน จริงหรือเฟค ?
จากข้อมูล ใช้ อี20 ลดใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 10% ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเนื้อน้ำมัน 46 สตางค์ต่อลิตร ประชาชนได้ลดราคาหน้าปั๊มน้ำมัน 2.84 บาทต่อลิตร แต่เบื้องหลังมายากล คือ ประชาชนจ่ายราคาหน้าปั๊มจากกระเป๋าขวา ที่ลิตรละ 27.84 บาท แต่ต้องผ่อนจ่ายจากกระเป๋าซ้ายผ่านกองทุนน้ำมันอีก 9.41 บาทต่อลิตร แถมรัฐบาลยอมลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 75 สตางค์ต่อลิตร และช่วยให้ผู้ประกอบการได้ค่าการตลาดถึง 4.21 บาทต่อลิตร มากกว่าค่าการตลาดที่กระทรวงพลังงานเคยกำหนดไว้ไม่เกิน 2 บาท ไปอีกถึง 2.21 บาทต่อลิตร
อย่างนี้ควรเรียกว่าช่วยชาติประหยัดพลังงาน หรือเล่นกลช่วยโรงกลั่นได้กำไรเพิ่มกันแน่ ?!?


