xs
xsm
sm
md
lg

จับอาการยิ้มสู้ “ผู้กองธรรมนัส”...ไปไม่นาน...เดี๋ยวก็มา ** เบื้องลึก “พีระพันธุ์” ลาออก เปิดทาง “อรรถวิชช์” เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว


++ จับอาการยิ้มสู้ “ผู้กองธรรมนัส”...ไปไม่นาน...เดี๋ยวก็มา

ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “ผู้กอง” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่กำลังจะอำลาเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่ามกลางกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำหลัก ปิดดีลโดยที่ไม่มี 58 เสียงพรรคกล้าธรรม ของผู้กองเข้าร่วม

“ร.อ.ธรรมนัส” ได้ใช้โอกาสระหว่างเป็นประธานงานสัมมนาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ณ โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กล่าวถ้อยคำที่ฟังดูเหมือนการ "ทิ้งทวน" และ "หยั่งเชิง" ทางการเมืองไปพร้อมๆ กัน โดยย้ำว่า ตำแหน่งรัฐมนตรี "ไม่จีรัง" มาแล้วก็ไปตามวาระ เป็นเรื่องธรรมชาติของการเมือง

มีคอการเมืองช่างสังเกตบอกว่า “ผู้กองธรรมนัส” ปรากฏตัวเมื่อวาน ด้วยลีลาภาษากายที่ต้องบอกว่า ยิ้มแย้มแจ่มใส ผิดวิสัยคนกำลังจะอำลาเก้าอี้ แทนที่จะหน้าดำคร่ำเครียดเจ้าตัวกลับเดินโปรยยิ้ม ประหนึ่งอารมณ์ดีเหมือนคนถูกหวย พร้อมปล่อยประโยคที่ต้องตีความว่า ...

“ผมอาจจะไปไม่นาน แล้วจะกลับมาอย่างที่เคยเห็น"...แสดงถึงความมั่นใจว่าตัวเองยังมี "แต้มต่อ" หรือ อะไรบางอย่าง ที่คาดไม่ถึงหรือไม่!


ยิ่งจับอาการ “ยิ้มสู้” ของผู้กองธรรมนัส นี่ไม่ใช่คำอำลาของคนแพ้ แต่เป็นเหมือนอาการของคนที่ถือ "ไพ่ตาย" ไว้ในมือ หรือยังมีอะไรซ่อนไว้ในกอไผ่ ?

หลายคนตีความไปไกลว่า “รัฐบาลสูตร 291เสียง” ที่ไม่มีชื่อกล้าธรรมกับผู้กองคนดัง แข็งแกร่งจริงหรือ?

ต้องไม่ลืมว่าเส้นทางการเมืองของ “ร.อ.ธรรมนัส” ที่ผ่านมากี่ครั้งที่ดูเหมือนจะร่วงแต่ก็กลับมาผงาดได้ทุกรอบ

ส่วนสถานะตอนนี้ “ร.อ.ธรรมนัส” ยืนยัน การเป็นนักการเมืองต้องทำได้ทุกหน้าที่ ทุกบทบาท ไม่ว่าจะรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แต่ไม่ใช่ “ฝ่ายแค้น” แน่นอน เพราะมีคุณธรรมพอ

แน่นอนว่ากับการโดนฝ่ายสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทยหมางเมิน ไม่ชวนร่วมรัฐบาล ผู้กองธรรมนัส ก็มีคำกล่าวว่า "มิตรภาพ" การเมืองเป็นสิ่งที่ไม่จีรัง คนที่ร่วมทางทางการเมืองกันมา วันหนึ่งต้องแยกทาง ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน

เปรียบเทียบกับความสัมพันธ์กับ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ดูเหมือนจะหวานชื่น ในช่วงเลือกตั้ง แต่พอแบ่งเค้กกลับกลายเป็น..คนคุ้นเคยที่หน้าก็ยังไม่มอง


งานนี้เป็นการถอย เพื่อก้าวกระโดด หรือ จำยอม "อกหัก" วันนี้ เพื่อกลับมา “รักกันใหม่” ในวันหน้า กองเชียร์และกองแช่ง ก็ต้องลุ้นระทึก ว่า 58 เสียงพรรคกล้าธรรมนี้ จะแสดงศักยภาพออกมาแบบไหน ?

จับตาดูให้ดี...หลายคนปรามาส “ผู้กองธรรมนัสและกล้าธรรม” รอบนี้คงจบแล้ว แต่หลายๆ คน มองว่าอาจเป็นเพียง "ช่วงพักครึ่ง" ของหนังแอกชันฟอร์มยักษ์ เพราะคนอย่าง"ผู้กองธรรมนัส" นั้นไม่ธรรมดา ที่บอกว่า ไปแล้ว..เดี๋ยวกลับมา ก็อาจจะกลับมาแบบผู้กำหนดชะตากรรมรัฐบาลก็เป็นได้! ใครจะรู้ ?

ปิดฉากเกษตรฯ วันนี้ แต่รอดู "ฉากหน้า" ในสภาฯ บอกเลยว่า มันหยด!


++ เบื้องลึก “พีระพันธุ์” ลาออก เปิดทาง “อรรถวิชช์” เป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์

เลือกตั้งครั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติ ของ “ลุงพี” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ได้สส.มา 2 ที่นั่ง เป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อทั้งสองคน ได้แก่ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” กับ “ชัชวาลล์ คงอุดม” หรือ “ชัช เตาปูน”

ตอนนี้ กกต. รับรอง สส.ทั้งแบบแบ่งเขต และ บัญชีรายชื่อ ไปแล้ว 499 คน เหลืออีก 1 ที่นั่ง (สุพรรณบุรี เขต 2) ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งคนที่ได้รับการรับรอง ก็มารายงานตัวที่ สภาฯแล้ว 498 คน เหลือเพียง “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” คนเดียว ที่ยังไม่มารายงานตัว

แต่แล้ว เมื่อวานนี้ (11 มี.ค.) “พีระพันธุ์” ก็โพสต์เฟซบุ๊ก บอกว่าได้หารือร่วมกับกรรมการบริหารพรรคแล้ว เห็นตรงกันว่า พรรคฯ ควรเปิดโอกาสให้ คนรุ่นใหม่ เข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนให้มากขึ้น เพื่อให้พรรคเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยั่งยืน

จึงได้แจ้งต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอลาออกจากการเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ เพื่อเปิดทางให้ “อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี” รองหัวหน้าพรรค ได้เลื่อนขึ้นมาเป็น สส. เข้าไปทำหน้าที่ในสภาฯแทน โดยที่ตัวเขา ยังคงเป็นเป็นหัวหน้าพรรคอยู่

เป็นอันว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ “พีระพันธุ์” ยังไม่ได้เป็น สส.โดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ได้รายงานตัวต่อสภา ก็ลาออกเสียก่อน
ปรากฏการณ์นี้ “อัษฎางค์ ยมนาค” หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก วิเคราะห์ อ่านเกมว่าเหตุใด มีอะไรซ่อนเร้นอยู่ หรือมีสัญญาณทางการเมืองอะไร จึงทำให้ “พีระพันธุ์” ตัดสินใจเช่นนั้น

โดยเฉพาะการไม่ไปรายงานตัวต่อสภาฯ แต่มาชิงลาออกก่อนนั้น เหมือนได้เตรียมแผนการไว้ล่วงหน้าแล้ว

ส่วนข้ออ้างที่ว่า เพื่อเปิดโอกาสให้ “อรรถวิชช์” ซึ่งเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่นั้น หากย้อนไปดูเส้นทางการเมืองของ “อรรถวิชช์” ก็จะพบว่า เขาเริ่มงานการเมืองกับ พรรคประชาธิปัตย์ และสร้างชื่อจากการเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตจตุจักร ในปี 2550 เป็นนักการเมือง Young Blood ที่มีทักษะการอภิปรายโดดเด่น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และภาษี

เพราะเขา จบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์... ปริญญาโท ด้านกฎหมายการเงิน และธนาคาร จาก Boston University สหรัฐอเมริกา และเคยรับราชการ ที่สำนักงานผู้อำนวยการเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังมาก่อน

ปี 2563 “อรรถวิชช์” ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับ “กรณ์ จาติกวณิช” เพื่อร่วมกันก่อตั้ง "พรรคกล้า" โดยชูธงเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ พยายามนำเสนอการเมืองรูปแบบใหม่ ที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง

ภายหลังการปรับทัพทางการเมือง “พรรคกล้า” ได้ควบรวมกับพรรคชาติพัฒนา กลายเป็น "พรรคชาติพัฒนากล้า"

ต่อมาก็ได้ย้ายมาร่วมงานกับ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เมื่อเดือน สิงหาคม 2567 มีบทบาทสำคัญ เป็นทั้งทีมกฎหมาย รักษาการโฆษกพรรค รองหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี คนที่ 2 ของพรรครวมไทยสร้างชาติ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

ดังนั้น ในสายตาของ “อัษฎางค์ ยมนาค” ไม่ถือว่า “อรรถวิชช์” เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ แต่อย่างใด

การเดินแต้มการเมืองของ “พีระพันธุ์” จึงน่าจะเป็น “การคำนวณทางอำนาจ” มากกว่า “การเสียสละเพื่อคนรุ่นใหม่”
เขาต้องการเป็นคนกำหนดเกมอยู่ข้างหลังม่าน มากกว่าออกไปโลดแล่นอยู่หน้าฉาก

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ “พีระพันธุ์” เคยมีประวัติ ลาออกจาก สส. มาก่อน ในปี 2566 โดยอธิบายว่า อยากไปทำงานในบทบาทอื่นเคียงข้างผู้นำรัฐบาลในตอนนั้น (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา )

การลาออกลงวันที่ 30 มิ.ย. แต่ขอให้มี ผลตั้งแต่ 14 พ.ค.66 ซึ่งเป็น “วันเลือกตั้ง” ทำให้เกิดช่องว่าง 47 วัน ที่เขาขอให้ถือว่าไม่ได้เป็น สส.อยู่แล้ว

จุดที่น่าสังเกต คือ 14 พ.ค.66 ตอนนั้น กกต.ยังไม่ได้ประกาศรับรอง ส.ส. (ประกาศรับรอง 19 มิ.ย.66) แปลว่าเขาขอให้การลาออก มีผลย้อนหลังไปยังวันที่สถานะ ส.ส.ทางนิตินัย ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ

ตอนนั้น มีนักเคลื่อนไหว “สนธิญา สวัสดี” ยื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบว่า การที่ “พีระพันธุ์” เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ข้าราชการการเมืองฝ่ายบริหาร) พร้อมกับลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเข้าข่ายขัดคุณสมบัติ / ลักษณะต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (15) หรือไม่


จนมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องเสี่ยงขาดคุณสมบัติ-ผิดกฎหมายเลือกตั้ง เคสนี้ทำให้ชื่อ “พีระพันธุ์” ถูกผูก กับภาพการจัดวางสถานะทางกฎหมาย / ตำแหน่งที่ซับซ้อน เพื่อหลบความเสี่ยง หรือจัดดีลการเมืองมาแล้ว

เมื่อเอามาวางเทียบกับปี 2569 ที่เขาทิ้งเก้าอี้ สส. อีกครั้ง เพื่อไปทำหน้าที่หัวหน้าพรรค เป็นคน จัดการหลังฉาก และดันคนอื่นขึ้นมาทำหน้าที่ในสภาแทน มันเลยดูต่อเนื่องเป็น “signature” ทางการเมือง มากกว่า จะเป็นเรื่องบังเอิญครั้งเดียว

สิ่งที่น่าจับตาต่อไปคือ ถึงที่สุดแล้ว พรรครวมไทยสร้างชาติ จะเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” หรือไม่

และ “พีระพันธุ์” ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จะเคลื่อนไหวในทิศทางใด ทั้งเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตเลือกตั้ง และ การวางยุทธศาสตร์ของพรรคในระยะยาว

แต่ผู้ที่ติดตามการเมืองมองว่า พรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาแบบ “เฉพาะกิจ” เพื่อรองรับ หรือสืบทอดอำนาจหลังการรัฐประหาร มักอยู่ได้ไม่นาน

และว่ากันว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จับฉลากไม่ได้เบอร์ 6 แต่ไปจับได้เบอร์ที่เป็นเลขสองหลัก พรรคอาจสูญพันธุ์ ไปแล้วก็เป็นได้