xs
xsm
sm
md
lg

“กรณ์” จี้ ก.ล.ต.-ปปง.แจง ปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนี ทั้งที่สิงคโปร์จับผู้บริหาร-อายัดทรัพย์ ถามเกรงใจพรรคร่วมที่มีเอี่ยวหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“กรณ์” จี้ ก.ล.ต.- ปปง.แจงเกียร์ว่า งปล่อยกองทุน CAI ขายหุ้นหนีทั้งที่สิงคโปร์จับผู้บริหาร-อายัดทรัพย์กว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์แล้ว ถามยังเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไปเอี่ยว MOU สแกนม่านตา ที่ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ บ.ในเครือของ CAI พัวพัน “เบนสมิธ” ด้วยหรือไม่

นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรค แถลงข่าวแสดงความกังวลหลังทางการสิงคโปร์ โดยสถาบันการเงินแห่งประเทศสิงคโปร์ หรือ MAS และสำนักงานตำรวจสิงคโปร์ หรือ SPF ได้กวาดล้างเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยมีการจับกุมผู้บริหารระดับสูง 2 รายของบริษัท Capital Asia Investments หรือ CAI และอายัดทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ แต่หน่วยงานของไทยโดยเฉพาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.ยังไม่ดำเนินการใดๆ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ได้แถลงเตือน ก.ล.ต.และ ปปง.ทราบตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน ปีที่แล้ว และปัจจุบัน พรรคยังได้ยื่นเอกสารเพิ่มเติมต่อ ก.ล.ต.และออกแถลงกรณ์ เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด แต่สิ่งที่ปรากฏ คือ ปัจจุบันทางการของสิงคโปร์ ได้ดำเนินการกับ CAI แล้ว แต่ทั้ง 2 หน่วยงานของไทย ยังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งที่กองทุน CAI มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตลาดทุนไทย และการปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย

นายกรณ์ ยังกล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ กองทุน CAI เคยถือหุ้น BCBG ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบางจาก จำนวน 16 ล้านหุ้น ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ เคยเรียกร้องให้หน่วยงานทั้ง ก.ล.ต. และ ปปง.ไปตรวจสอบ แต่ก็ยังไม่มีการใดๆ จน CAI ได้ขายหุ้น BCBG ออกไปเกือบทั้งหมด จึงเกิดเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้น และหน่วยงานสิงคโปร์ยืนยันแล้วว่า CAI มีความเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน และปั่นตลาดหุ้นไทย เว้นแต่กรณีของบางจากที่ ปปง. และ ก.ล.ต.ได้มีการอายัดไป ดังนั้น ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า เมื่อ ปปง.เห็นพฤติกรรมของบางจาก จนมีคำสั่งยึดอายัดการขายหุ้น BCBG แล้ว เหตุใดไม่ดำเนินการกับหุ้นอื่นๆ ที่ CAI ถือหุ้นไว้อยู่ จนปล่อยให้มีการขายหุ้นไปด้วย รวมทั้งในกรณีหุ้น BCBG นี้ เป็นเป็นการขายหุ้นหนีโดยกองทุน CAI ซึ่งตามกฎหมายใครก็ตามที่ซื้อหรือขายหุ้น ในระดับที่ที่ให้การถือหุ้นต่ำกว่า 5% จะต้องรายงานต่อ ก.ล.ต. แต่ CAI ได้ขายไปถึง 5.62% ก็ไม่เคยมีการรายงานใดๆ ให้ ก.ล.ต.รับทราบ และ ก.ล.ต.ยังปล่อยให้ CAI ดำเนินการดังกล่าวได้โดยไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งที่ควรประสานกับ ปปง.เพื่อดำเนินการตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ จนปล่อยให้ CAI ขายหุ้นต่อไปได้

นายกรณ์ ยังตั้งคำถามต่อรัฐบาลที่กำกับ ปปง. และ ก.ล.ต.ว่า รัฐบาลมีอุปสรรค หรือมีคำอธิบายอย่างใดว่า หน่วยงานรัฐทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ไม่สามารถดำเนินการปกป้องประโยชน์ประชาชนได้อย่างทันท่วงที ทั้งที่รัฐบาลได้เคยประกาศต่อสู้เอาจริงกับทุนเทา แต่ก็ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหายก็ได้เกิดขึ้นในไทย จนทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เกิดความเสียหายหลายครั้งรวมมูลค่าหลายแสนล้านบาท ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้เคยเตือนรัฐบาลแล้วให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการอายัดทรัพย์เป็นของรัฐ เพื่อสกัดไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน และนำเงินไปชดเชยให้กับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อจากการหลอกลวง จนที่สุดกองทุน CAI ได้ขายหุ้น BCBG มูลหลายพันล้านบาทไปแล้ว และยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่ถือหุ้นโดย CAI ที่ยังไม่ถูกอายัด และยังอยู่ในนามของคนกลุ่มนี้ในตลาดหลักทรัพย์ไทย ดังนั้น ต่อจากนี้ รัฐบาล ก.ล.ต. และ ปปง.จะดำเนินการอย่างไร เมื่อใด และจะมีแนวทางใดที่จะติดตามทรัพย์สินหน่วยงานที่ควรถูกยึด เพราะทรัพย์สินต่างๆ ควรจะถูกยึดไปได้แล้ว เพื่อนำไปชดเชยให้กับประชาชน ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง

ส่วนหลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ จะมีการดำเนินการเอาผิดทางอาญากับ ก.ล.ต.และ ปปง.อย่างไรหรือไม่นั้น นายกรณ์ ระบุว่า ขณะนี้ พรรคจะยังรอการชี้แจงจาก ก.ล.ต. และ ปปง.ว่า มีเหตุผลหรือปัญหาใดที่ไม่ดำเนินการ ซึ่งในมุมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เห็นความชัดเจนของปัญหา และความเสี่ยงปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น จึงขอรอความชัดเจนจาก ก.ล.ต.และ ปปง.ก่อนพิจารณาจะดำเนินการต่อไป

นายกรณ์ ยังเชื่อว่า ยังมีประเด็นที่สังคมเคลือบแคลงใจต่อปัญหาดังกล่าว ว่า มีการเกรงใจใครเกรงใจหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏว่า CAI ไปเกี่ยวข้องกับบุคคลสำคัญในวงการการเมืองหลายคน หรือแม้แต่กรณี MOU สแกนม่านตา ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ชี้ข้อกล่าวหาคู่สัญญาณ ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในเครือของ CAI ซึ่งในวันที่ลงนามสัญญา นายเบน สมิธ ก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย พร้อมย้ำว่า พรรคไม่ได้ยึดตามภาพที่แพร่กระจายออกมาว่า นายเบน สมิธ เคยกินข้าวกับใครบ้าง แต่ยึดตามหลักฐานที่ปรากฏ

นายกรณ์ ยังตั้งคำถามว่า พรรคการเมืองที่กำลังจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน มีส่วนหรือเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยงานไทยไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรมในการกำจัดขบวนการฟอกเงินในตลาดทุนไทยหรือไม่ ซึ่งยังไม่รับรวมกับผู้ลงนามในสัญญาที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น ปัจจุบันก็เป็นประธาน ก.ล.ต.ซึ่งก็ทำให้สังคมท้อใจ ที่จะเห็นโอกาสการเอาจริงเอาจังกับการต่อสู้กับทุนเทา ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการ แต่ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้าต่อ และจะรอคำถามจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า จะมีคำอธิบายอย่างไร ก่อนจะตัดสินใจเดินหน้าดำเนินการต่อไป และการต่อสู้ทุนเทา พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า เป็นวาระสำคัญที่จะต้องปฏิบัติเรื่องดังกล่าวต่อไป โดยจะทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง ต่อกรกับกลุ่มสแกมเมอร์ ที่ใช้ระบบเศรษฐกิจ ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งฟอกเงินจากธุรกิจที่มาจากการเอาเปรียบคนไทย