เมืองไทย 360 องศา
รายงานข่าวการจัดตั้งรัฐบาล “อนุทิน 2” ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ ได้จบลงแล้ว และมีรายงานเรื่องการแบ่งสรรโควตารัฐมนตรีของแต่ละพรรค ว่าใครได้นั่งว่าการกระทรวงใด ใครได้เป็นรัฐมนตรีช่วย กี่ตำแหน่ง ถือว่าทุกอย่างชัดเจนกันไปแล้ว เพียงแต่ว่าตอนนี้กำลังรอขั้นตอนที่ต้องดำเนินการไปตามลำดับ นั่นคือ การเปิดสภา การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และ เลือกนายกรัฐมนตรี
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องโฟกัสกันในเวลานี้ควบคู่กันไปก็คือ พรรคเพื่อไทย ที่มีเสียง 74 เสียง ที่กลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นครั้งแรก เมื่อเทียบกับทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง พวกเขามักจะเป็น “แกนนำ” ในการจัดตั้งรัฐบาล และเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่พรรคเพื่อไทย ได้เสียงต่ำร้อย
และเป็นครั้งแรกเช่นเดียวกัน ที่ได้ยินข่าวคราวที่ว่า “ครอบครัวชินวัตร” กำลังถูกลดบารมีลง เพราะในการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ที่ได้รับมาจำนวน 8 ตำแหน่ง
ก่อนหน้านี้ มีรายงานข่าวว่า มี สส.เพื่อไทยโวยสูตร รมต. 5+3 มีการตั้งคำถามปมความไม่เป็นธรรม สส.บางพื้นที่ ถูกมองข้าม ทั้งที่สร้างผลงานเลือกตั้งให้พรรค เตือนพรรคต้องใช้จังหวะนี้สร้างผลงาน ไม่ใช่แบ่งเก้าอี้ให้คนใกล้ชิด
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีในสัดส่วนของพรรคที่ระบุว่าได้จบลงแล้ว ในสูตร 5+3 ทำให้เกิดความสับสนของ สส.ของพรรคเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นคำถามว่า การจัดสรรนั้นเกิดขึ้นจากใคร ไม่ได้มีความยึดโยงกับ สส. การตัดสินใจเกิดจากผู้ใหญ่ในพรรคเพียงไม่กี่คน จากการจัดสัดส่วนที่เป็นข่าวทำให้เห็นความไม่เป็นธรรม 2-3 ตำแหน่ง โดยเฉพาะการที่ตัวแทนจังหวัดนครราชสีมา จะมีรัฐมนตรีถึง 2 คน ส่วนตัวแทนทางภาคเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน ก็ควรที่จะจัดสัดส่วนให้อย่างน้อย 1 ตำแหน่ง เพราะก็เป็นพื้นที่ ซึ่งทำสส.ได้จำนวนหนึ่ง
“ในฐานะสส. ก็ได้หารือกับเพื่อน สส. จับสัญญาณได้ว่า มีความไม่พอใจเป็นอย่างมาก เพราะมองว่าการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีครั้งนี้ เป็นภาวระที่พรรคเพื่อไทยต้องทำผลงาน สร้างคะแนนนิยมกลับมา ควรให้ความสำคัญกับสส. เขตบ้าง โดยเฉพาะในโซนภาคเหนือ แม้แต่จังหวัดบ้านเกิดหัวหน้าพรรค ยังไม่มี สส.สักคน จึงจำเป็นต้องมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร เราหารือกันว่า ในการประชุมพรรคที่จะมีขึ้นเร็วๆ นี้ จะได้มีการแสดงความเห็น เรียกร้องให้เห็นหัวกันบ้าง ไม่ใช่จะตั้งแต่คนใกล้ชิด ทั้งที่ก็ไม่ได้มีผลงานอะไร” แหล่งข่าว ระบุ
แหล่งข่าว กล่าวว่า ตกใจกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นรายวัน แต่สส.ที่เป็นคนขับเคลื่อนพรรค กลับไม่ได้รับสัญญาณอะไร เวลานี้เหมือนการโยนหินถามทาง เพื่อเอาประโยชน์ ผลเลือกตั้งออกมาในลักษณะนี้ ก็สุดจะกล้ำกลืน คนที่จะเป็นรัฐมนตรีของพรรค ก็ควรที่จะคัดสรร คนที่จะเป็นผู้นำ ทำงานได้ มีประสบการณ์ สามารถดูแลและทำงานร่วมกับ ส.ส.ของพรรคได้ด้วย ไม่ใช่อยากเสนอใครก็สามารถทำได้ตามใจชอบ ควรถามส.ส.บ้าง พรรคควรจะมีวิธีที่มีความเป็นธรรมที่มากกว่านี้ อย่าทำอะไรแบบลักลั่น มัดมือชก ส.ส. เลย
สำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง 5 ตำแหน่ง ประกอบด้วย รมว.เกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงแรงงาน และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
โดยขณะนี้ทางพรรคเพื่อไทย ได้วางตัวผู้ที่จะนั่งตำแหน่งรัฐมนตรีไว้แล้วบางส่วน ที่ชัดเจนแล้ว คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รวมถึง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ขณะที่อีก 1 คน คาดว่าเป็น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งเป็นแกนนำพรรคที่มีส่วนสำคัญในการเลือกตั้ง แต่ยังไม่ได้กำหนดว่า จะให้ใครไปกำกับดูแลกระทรวงใด ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่า ใครนั่งตำแหน่งไหน จะเหมาะสมที่สุด และสามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นรูปธรรมที่สุด เพราะการตัดสินใจร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ต้องการเข้าไปขับเคลื่อนนโยบายที่หาเสียงไว้ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรค ตอกย้ำการสร้างผลงานเพื่อให้ประชาชนกลับมาเลือกเพื่อไทยเหมือนที่ผ่านมา
สำหรับในส่วนของ 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ ค่อนข้างนิ่งแล้ว โดยมีรายงานว่านายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรคจะเป็นรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
ในส่วนโควตารัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 2 เก้าอี้ และกระทรวงศึกษาธิการ 1 เก้าอี้นั้น ขณะนี้ยังไม่ลงตัว เพราะมีรายชื่อในตะกร้ารอให้ แกนนำพรรคเพื่อไทยเคาะขั้นสุดท้ายถึง 7 คน คือ นายพัฒนา สัพโส สส.สกลนคร ซึ่งถือเป็นบ้านใหญ่สกลนคร มีสส.ถึง 2 คน และมีภรรยาเป็น นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย แม้เป็นสส. 2 สมัย แต่มีความเหนียวแน่นกับพรรค นายศุภชัย นพขำ สส.ปทุมธานี 2 สมัย ที่ฝ่าทั้งกระแสพรรคประชาชน และสู้กับ น.ส.ชิดชนก พวงเพ็ชร์ บุตรสาวนายชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ.ปทุมธานี ที่ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หากพรรคเพื่อไทยจะทำพื้นที่ต่อ ต้องให้เครื่องมือ สส.ในพื้นที่ เพื่อสร้างความนิยมของพรรค
อย่างไรก็ดี กรณีของนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ซึ่งเคยเป็น รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อาจยังต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากยังมีกรณีถูกตรวจสอบในเรื่องกระทรวงดีอี ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับ บริษัทสิงคโปร์แห่งหนึ่ง และการตรวจสอบแผนการใช้งบประมาณโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นต้น
แต่แม้ว่านาทีนี้ สำหรับทุกตำแหน่งจะยังไม่อาจการันตีได้เต็มร้อย เพราะยังไม่มีการประกาศออกมา แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้ว ถือว่าเป็นยุคที่ “ถดถอย” อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นระดับ “เจ้าของพรรค” ที่ก่อนหน้านี้คนในครอบครัวชินวัตร จะสามารถชี้นำตำแหน่งในพรรคได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่คราวนี้หากพิจารณาตามรายงานข่าวดังกล่าว จะเห็นว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ถือว่าเป็น “หลานทักษิณ” ลูกชาย “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายทักษิณ ชินวัตร กลับได้นั่งเก้าอี้กระทรวงอุดมศึกษาฯ แม้ว่าหลายคนบอกว่าเหมาะสม เพราะเคยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมาก่อน แต่หากต้องการวางรากฐานการศึกษาของชาติ เป็นกระทรวงใหญ่ ที่มีงบประมาณมากที่สุด ก็น่าจะนั่งว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังสามารถโชว์บทบาทได้มากกว่า
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในพรรคเพื่อไทยเวลานี้ถูกมองว่า ได้อยู่ในมือของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ชนิดเกือบเบ็ดเสร็จแล้ว สังเกตจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ที่ถือว่าเขามีบทบาทมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของ“กระสุน” การเป็นผู้อำนวยการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ถือว่าเป็นคำตอบได้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าได้แปลกใจที่เวลานี้คนกำหนดภายในพรรคไม่ใช่คนในครอบครัว “ชินวัตร” แล้ว ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนผ่านหรือเปล่า !!


