สสส. จับมือ Rocket Media Lab เปิดรายงานเตือนภัยยาเสพติดในเยาวชน พบสัดส่วนคดีเสพพุ่ง 77.44% ชี้ “ยาบ้า-กัญชา-กระท่อม” เข้าถึงง่ายขึ้นหลังปลดล็อก หวั่นระบบบำบัดผู้ป่วยเกินศักยภาพรองรับ
น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักอาวุโส สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า สถานการณ์ยาเสพติดในเด็กและเยาวชนปัจจุบันถือเป็นวิกฤตที่ต้องเร่งแก้ไข ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลและสถิติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ระบุว่า ปี 2567 มีเยาวชนถูกดำเนินคดีอาญา 13,631 คน และในจำนวนนี้มีประวัติเคยใช้ยาเสพติดถึง 8,971 คน หรือคิดเป็น 65% โดยส่วนใหญ่ยังคงศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น รองลงมาคือระดับประถมศึกษา ปวช. และมัธยมศึกษาตอนปลาย
น.ส.รุ่งอรุณ กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลคือ อายุของผู้เสพมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบเด็กอายุน้อยที่สุดเพียง 11 ปี สะท้อนว่ายาเสพติดได้กลายเป็นภัยคุกคามที่เข้าถึงตัวเยาวชนตั้งแต่อยู่ในระบบการศึกษา รวมถึงมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงสารเสพติดมากขึ้นสสส. จึงร่วมกับ บริษัท ร็อกเกต มีเดีย แล็บ จำกัด (Rocket Media Lab) จัดทำรายงานสถานการณ์เด่นทางสุขภาพ เพื่อสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้อง หลังพบว่าสถิติคดียาเสพติดแม้ภาพรวมระหว่างปี 2565-2566 จะลดลง แต่สัดส่วนคดีจากการเสพกลับเพิ่มสูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีครอบครองหรือประเภทอื่น
สสส. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดผลกระทบจากปัญหาสารเสพติดอย่างต่อเนื่อง และเป็น 1 ใน 16 หน่วยงานภาคีที่ร่วมผลักดันพื้นที่ต้นแบบ โดยเฉพาะการขยายผลโมเดล “ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx)” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงการบำบัดรักษาในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่กับการสนับสนุนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยสู่การเป็นชุมชนสุขภาวะ ปัจจุบันมีพื้นที่ต้นแบบปลอดภัยจากยาเสพติดแล้ว 29 พื้นที่ทั่วประเทศ
สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้ปกครองที่สนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและดาวน์โหลดชุดความรู้ได้ที่ https://resourcecenter.thaihealth.or.th/
ด้านนายสันติชัย อาภรณ์ศรี บรรณาธิการบริหาร Rocket Media Lab กล่าวว่า จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล พบพฤติกรรมและปัจจัยการเข้าถึงยาเสพติดของเยาวชนใน 3 มิติสำคัญ คือ หนึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ยาเสพติดหลังการปลดล็อกพืชเสพติด โดยพบว่ายาบ้ายังคงเป็นสารเสพติดหลักที่มีผู้ใช้สูงที่สุด ขณะเดียวกันเยาวชนที่ใช้กัญชาและกระท่อมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2567 พบเยาวชนใช้กัญชาเพิ่มขึ้น 3,240 คน และใช้น้ำต้มใบกระท่อม 1,579 คน อีกทั้งยังมีการผสมสารเคมีอันตรายตามความเชื่อผิดๆ เพื่อเพิ่มฤทธิ์มึนเมา
สอง นวัตกรรมการซื้อขายและสถานที่มั่วสุม โดยพบว่าตลาดออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายยาเสพติด โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X ที่พบการประกาศขายมากถึง 68% มีการใช้สัญลักษณ์อิโมจิแทนชื่อยาเพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจสอบ ขณะที่พฤติกรรมการมั่วสุมเปลี่ยนจากพื้นที่สาธารณะไปสู่พื้นที่ส่วนตัว เช่น ห้องพัก พูลวิลล่า หรือรีสอร์ต เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม
สาม วิกฤตขีดความสามารถด้านการบำบัดรักษา โดยคาดว่ายอดผู้เข้ารับการบำบัดในปี 2568 จะสูงถึง 260,000 คน ซึ่งเกินศักยภาพที่ระบบสาธารณสุขจะรองรับได้ อีกทั้งประเทศไทยยังขาดแคลนบุคลากรจิตแพทย์เฉพาะทางด้านการเสพติด
นายสันติชัย กล่าวว่า ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการปราบปราม แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา ชุมชน และครอบครัว เพื่อสร้างระบบป้องกันและฟื้นฟูที่มีประสิทธิภาพ พร้อมคืนเยาวชนให้กลับสู่สังคมอย่างมีคุณภาพในระยะยาว


