อดีต สส.ปชป. ชี้ เอกสิทธิ์ สส.มีไว้ป้องกันการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่เกราะกำบังคดีส่วนตัว ไม่ควรยกเลิก เพราะจะกระทบผู้แทนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมา ส่วน สส.มีคดีส่วนตัวควรสละสิทธิ์ แสดงสปิริตเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตัวเอง
วันนี้ (8 มี.ค.) นายเทพไท เสนพงษ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช กล่าวถึงกรณีที่ สส.บางรายมีคดีความ ถูกออกหมายเรียก หรือหมายจับ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ว่า ควรจะยังคงมีต่อไปหรือควรยกเลิกว่า หลายคนมองว่าเอกสิทธิ์ของ สส.เป็นอภิสิทธิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร แต่ในความเป็นจริง เจตนารมณ์ของการคุ้มครองผู้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน เกิดขึ้นในยุคอดีตที่มีการกลั่นแกล้ง ปิดปาก หรือเล่นงานผู้ที่ดำรงตำแหน่ง สส.จากผู้มีอำนาจ
นายเทพไท กล่าวว่า เอกสิทธิ์ของ สส.ที่มีมาแต่เดิมมีอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก เอกสิทธิ์ในการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดิมมีการคุ้มครองส.ส.อย่างเต็มที่ สามารถอภิปรายพาดพิงถึงบุคคลใดก็ได้โดยไม่สามารถถูกฟ้องร้องได้ ต่อมาในช่วงปี 2518-2519 การประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย ทำให้คำอภิปรายของสส.อาจพาดพิงบุคคลภายนอกจนเกิดความเสียหายได้ จึงมีการแก้ไขกฎหมายให้บุคคลภายนอกสามารถฟ้องร้องได้ หากการอภิปรายที่มีการถ่ายทอดสดทำให้ได้รับความเสียหาย
ทั้งนี้ เจตนารมณ์ของเอกสิทธิ์ข้อนี้ คือเพื่อให้ สส.สามารถทำหน้าที่อภิปราย ซักฟอก หรือวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายบริหารได้อย่างเต็มที่ เปิดเผย และตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ในยุคปัจจุบัน การอภิปรายในสภาถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์และสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ สส.ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพราะบุคคลภายนอกอาจได้รับความเสียหายและสามารถฟ้องร้องได้
ประการที่สอง คือ เอกสิทธิ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีในระหว่างสมัยประชุม โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายข้อนี้มาจากประสบการณ์ในอดีตที่มีการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายบริหารที่มาจากอำนาจเผด็จการกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งหากฝ่ายบริหารต้องการเอาชนะมติในสภา ก็อาจใช้วิธีจับกุมหรือคุมขัง สส. เพื่อไม่ให้เข้าร่วมประชุม อภิปราย หรือโหวตลงมติ
จึงมีการออกกฎหมายคุ้มครอง สส.ในช่วงสมัยประชุมว่า ไม่สามารถจับกุม คุมขัง หรือดำเนินคดีได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ผ่านมาเมื่อมี สส.ถูกดำเนินคดี ถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ จะต้องขออนุญาตต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ที่ประชุมมีมติส่งตัวไปดำเนินคดี แต่ตามประเพณีปฏิบัติที่ผ่านมา ที่ประชุมมักไม่อนุญาต เว้นแต่ สส.ผู้นั้นจะขออนุญาตด้วยตนเองเพื่อไปสู้คดี
นายเทพไท กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีกรณีที่ สส.บางรายถูกดำเนินคดีและใช้เอกสิทธิ์ สส.ในการคุ้มครอง จนเกิดการบ่ายเบี่ยงไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งในความเป็นจริง เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการคุ้มครอง สส.จากการกลั่นแกล้งทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อใช้หลีกเลี่ยงคดีความทั่วไปหรือคดีส่วนตัว
“คดีความทั่วไปหรือคดีส่วนตัว เป็นเรื่องของ สส.แต่ละคนว่าจะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองหรือไม่ หรือจะมีสปิริตขอสละเอกสิทธิ์ และขออนุญาตจากที่ประชุมสภาเพื่อไปสู้คดีด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีและน่าชื่นชม” นายเทพไท กล่าว
นายเทพไท กล่าวด้วยว่า ในฐานะที่เคยเป็นนักการเมืองมาก่อน เห็นว่า เอกสิทธิ์คุ้มครอง สส.ทั้งสองเรื่องควรจะยังคงมีอยู่ต่อไป ไม่ควรยกเลิก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อ สส.ที่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาและสุจริต
อย่างไรก็ตาม หาก สส.คนใดมีคดีความที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ในสภา ก็ควรมีจิตสำนึกในการสละเอกสิทธิ์เพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเอง และสังคมไม่ควรเรียกร้องให้ยกเลิกเอกสิทธิ์คุ้มครอง สส. เพราะจะทำให้เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายทั้งสองประการนี้สูญเสียไป และอาจกระทบต่อการทำหน้าที่ของ สส.ที่สุจริตในอนาคต


