อดีตสว.กทม. แนะรัฐบาลใช้วิกฤตสงครามตะวันออกกลาง เปลี่ยนทิศทางมาสู่พลังงานที่พึ่งตัวเองมากขึ้น จะตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ก่อนปี 2593 ที่ตั้งเป้า ถ้าจริงใจต่อบ้านเมืองและประชาชน
วันนี้ (6มี.ค.) นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสว.กทม. โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมรับวิกฤติสงครามอิหร่าน -สหรัฐ
การโจมตีอิหร่านแบบช็อคโลกของสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลในวันที่28 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อให้เกิดความตื่นตะหนกต่อการขาดแคลนทั้งน้ำมันสำหรับการขนส่ง และก๊าซสำหรับหุงต้มและการผลิตไฟฟ้า แน่นอน ย่อมส่งผลให้ราคาพลังงานที่แพงหูฉี่อย่างไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว ให้แพงระยับขึ้นอีก จากโอกาสการหากำไรของผู้ประกอบการที่อ้างความขาดแคลนและราคาน้ำมันดิบแพงขึ้นจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
โดยเฉพาะเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางหลักในการขนส่งพลังงานฟอสซิลมายังประเทศส่วนใหญ่ที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลาง รวมถึงไทยที่กล่าวอ้างน้ำมันดิบกว่า 50 %ต้องขนส่งผ่านช่องทางนี้ (แต่อีกกว่า 40 %ยังนำเข้าจากช่องทางอื่น) จึงเกิดปรากฎการณ์โกลาหลคนไปต่อแถวเติมน้ำมัน ถึงกับเอาถัง ถือแกลลอนไปแย่งเติมน้ำมันเพราะกลัวขาดแคลนน้ำมันและมีราคาแพง เดือดร้อนไปจนถึงสัปเหร่อที่ให้สัมภาษณ์ทีวีว่ากลัวจะไม่มีน้ำมันมาเผาศพ!!!
ยิ่งรัฐบาลประกาศตรึงราคา15 วัน ก็เกิดคำถามว่า หลัง15 วันแล้ว รัฐบาลจะปล่อยให้ผู้ประกอบการลอยตัวราคาน้ำมันเลยใช่ไหม?? เพราะที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนดูดำดูดีกับราคาน้ำมันอยู่แล้ว ปล่อยให้เอกชนค้ากำไรตามที่พอใจ อนุญาตให้เอกชนคิดราคาเนื้อน้ำมันสำเร็จรูป ในราคานำเข้าจากสิงคโปร์ ทั้งที่ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเองในประเทศ100% รวมทั้งปล่อยให้คิดค่าการตลาดสูงกว่าที่กระทรวงพลังงานประกาศได้ตามอำเภอใจ
รัฐบาลก็ร่วมหากินจากภาษีน้ำมัน ทั้งภาษีสรรพสามิต ภาษีแวต ภาษีเทศบาล รวมๆแล้วภาษีน้ำมัน1ลิตรที่เก็บสูงสุด ประมาณ 10-11 บาทต่อลิตร ใช่หรือไม่??!!
มิหนำซ้ำ ยังปล่อยให้มีการล้วงกระเป๋าคนเติมน้ำมันเข้ากองทุนน้ำมัน ถ้าน้ำมันราคาถูกก็เก็บมาก ถ้าน้ำมันแพงก็เก็บลดลงหน่อย ไม่เคยหยุดการล้วงกระเป๋า แม้ในยามน้ำมันดิบตลาดโลกราคาแค่ 12 บาทต่อลิตร ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยัง ลิตรละ30 กว่าบาท
โดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน นอกจากถูกปล่อยลอยตัวตามราคาตลาดโลกแล้วยังถูกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ไม่เคยเอากองทุนน้ำมันมาชดเชยน้ำมันเบนซิน เวลาจะลดราคาเบนซิน ก็จะลดแค่เก็บเงินเข้ากองทุนน้อยลงสักลิตรละ 50 สตางค์ ไม่เคยมีประวัติเอาเงินที่เก็บจากคนใช้เบนซินมาลดราคาเบนซินให้เลย มีแต่เอาเงินที่เก็บจากคนใช้เบนซินไปชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม แปลกไหม??
เมื่อทุกฝ่ายอิ่มหนำสำราญกันหมดจากกระเป๋าประชาชน จึงไม่มีรัฐบาลไหนสนใจว่าผู้บริโภคน้ำมันจะแบกรับภาระน้ำมันแพงอย่างไม่เป็นธรรมแค่ไหน ??!
แล้วจะมีหลักประกันใดหรือไม่ ? ว่าในภาวะวิกฤติสาหัสขนาดนี้ จะไม่กลายเป็นโอกาสให้มีการสมคบกันล้วงกระเป๋าประชาชนมากขึ้น !!โดยทุบกำปั้น น้ำมันต้องแพงเพราะสงคราม ใช่หรือไม่??
การปล่อยราคาน้ำมันให้แพงมากกว่านี้ต่อไป อาจเป็นฟางเส้นสุดท้ายบนหลังอูฐก็ได้
รัฐบาลควรใช้โอกาสวิกฤติสงครามนี้ เป็นโอกาสปลดภาระน้ำมันลงจากหลังอูฐ (หลังประชาชน)ด้วยการถอดรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันที่เอาเปรียบประชาชนออกไปโดย
1 )รัฐบาลใช้อำนาจ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการประกาศยกเลิกราคาน้ำมันสำเร็จรูปอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงค์โปร์ เพราะน้ำมันสำเร็จรูปกลั่นในประเทศไทยทั้งหมด ไม่มีการนำเข้าจากสิงคโปร์ หากทำได้จะทำให้ราคาน้ำมันลดลงได้ลิตรละ 1-2 บาท
2 )ยกเลิกการส่งออกน้ำมันโดยเด็ดขาดชั่วคราวจนกว่าพ้นวิกฤติ ประเทศไทยส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปขาย เป็นสินค้าติดอันดับ1ใน 5ของสินค้าส่งออก มูลค่าไม่ต่ำกว่าปีละ 300,000 ล้านบาท ในภาวะวิกฤติน้ำมันขาดแคลน รัฐบาลควรออกกฎหมายหยุดการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ
3 ) น้ำมันดิบในประเทศแม้ให้สัมปทานต่างชาติไปแล้ว แต่ควรกำหนดให้ขายโรงกลั่นในประเทศก่อนส่งออก ก็จะทดแทนการไม่สามารถนำเข้าน้ำมันและก๊าซมีเทนเหลว (LNG)ราคาแพงจากสหรัฐอเมริกา และตะวันออกกลาง ที่อาจขนส่งไม่ได้จากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
4 )ต้องให้คนไทยทุกครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มจากอ่าวไทยก่อนภาคส่วนอื่น เพราะคนไทยถือว่าเป็นเจ้าของทรัพยากรก๊าซในอ่าวไทย ถ้าทำได้เช่นนี้ กองทุนน้ำมันที่เอาไว้ชดเชยก๊าซหุงต้ม ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีไว้ล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมัน จะช่วยให้น้ำมันถูกลงได้อีกหลายบาทต่อลิตร
ก๊าซอ่าวไทยเป็นก๊าซคุณภาพดี สามารถแยกเป็นก๊าซ LPG ที่ประชาชนที่ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือน และ LPG สามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีผลิตพลาสติก
ปัจจุบันโครงสร้างราคาก๊าซหุงต้มสำหรับครัวเรือนถูกเปลี่ยนไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดิอารเบีย ทั้งที่ก๊าซLPG ที่ผลิตได้ในประเทศไทยปีละประมาณ 3 ล้านตันเพียงพอให้คนไทยได้ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนที่ใช้ปีละประมาณ 2 ล้านตัน ยังมีเหลือๆอีก1ล้านตันให้กิจการอื่นใช้
แต่มีการเล่นมายากลทางกลไกราคา ด้วยการไปอ้างอิงราคาก๊าซ LPG ทั้ง100% ว่านำเข้าจากซาอุดิอารเบีย เสมือนว่าประเทศไทยไม่มีก๊าซธรรมชาติเลย ทั้งที่มีการนำเข้าก๊าซ LPG เพียงปีละ 10-15% ซึ่งใช้หลักเกณฑ์ไม่ต่างจากกรณีน้ำมันสำเร็จรูป ที่กลั่นเอง100%ในประเทศ แต่คิดราคาประชาชนในราคานำเข้าจากสิงคโปร์
การคิดราคาก๊าซหุงต้มจากประชาชนในราคานำเข้า แต่เกรงว่าประชาชนจะโวย ก็เลยปิดบังราคาด้วยการเอากองทุนน้ำมันมาชดเชยราคาจนกองทุนน้ำมันเป็นหนี้บักโกรก ต้องกู้เงินเป็นแสนล้านบาทมาชดเชยราคาให้ผู้ประกอบการ ทั้งที่แค่เปลี่ยนกฎกติกาให้ประชาชนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตในประเทศก่อน ก็ไม่มีความจำเป็นในการเอากองทุนน้ำมันที่ล้วงกระเป๋าคนใช้น้ำมันมาชดเชยก๊าซหุงต้มต่อไป ใช่หรือไม่
ส่วนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ รัฐมนตรีพลังงานคนปัจจุบันมาเปลี่ยนกติกาจากรมต.พลังงานคนก่อนที่กำหนดให้บริษัทปิโตรเคมีต้องซื้อก๊าซ LPG ในราคาพูลก๊าซ โดยเปลี่ยนกลับไปใช้กติกาแบบเดิม คือไม่ต้องซื้อก๊าซ LPG ในราคาพูลก๊าซ ทำให้ปิโตรเคมีกลับมาได้ใช้ราคา LPG ราคาในประเทศ และที่ผ่านมาLPG ที่ปิโตรเคมีใช้ ก็ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตอีกด้วย แต่ประชาชนที่ใช้ก๊าซหุงต้มต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต ใช่หรือไม่
จึงขอถามรัฐบาลว่ายุติธรรมกับประชาชนผู้บริโภคไหม ที่ต้องจ่ายราคาพลังงานทั้งราคาน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม ราคาแพงจากมายากลผ่องถ่ายเงินในกระเป๋าประชาชนให้ผู้ประกอบการรวย ใช่หรือไม่??!!
นี่เป็นโอกาสที่นายรัฐมนตรีที่คิดจะอยู่ยาว ต้องใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนกติกาที่อยุติธรรมให้เป็นธรรมต่อประชาชน
5 )เมื่อวันที่3 มีนาคม 2569 มีการเผยแพร่ พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี ‘บุคคลธรรมดา’ ติดตั้ง ‘โซลาร์รูฟท็อป’ นำค่าใช้จ่ายหักลดหย่อนฯได้ 2 แสนบาทนั้น เป็นกฎหมายที่ยังเกาไม่ถูกที่คัน
ประเด็นที่สำคัญคือการติดตั้งโซลาร์บนหลังคาที่ช่วยลดค่าไฟฟ้าแพงให้กับชาวบ้านได้ถูกจุดนั้น รัฐบาลต้องมีนโยบายใช้ระบบหักลบกลบหน่วย (Net Metering) ร่วมด้วย คือยอมให้ผู้ผลิตฝากไฟไว้ในสายส่งเพื่อให้ประชาชนที่ผลิตไฟฟ้าจากแดด สามารถหักลบหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตกับที่ใช้ และจ่ายค่าไฟในส่วนที่ใช้เกินจากที่โซลาร์ผลิตได้ การฝากไฟที่ผลิตกลางวันไว้ในสายส่งเพื่อใช้ในเวลากลางคืน เป็นวิธีประหยัดไม่ต้องใช้แบตเตอรีที่ยังมีราคาแพง ระบบสายส่งไฟฟ้าก็มาจากภาษีของประชาชน ดังนั้นประชาชนจึงควรมีสิทธิฝากไฟฟ้าที่ผลิตได้ไว้ในระบบสายส่งด้วย
การอนุญาตให้นำค่าติดตั้งโซลาร์ไปหักภาษีได้200,000 บาท กลุ่มเป้าหมายคือคนในวัยทำงานที่มีรายได้ไปหักภาษีได้ แต่ยังมีประชาชนจำนวนมากที่เป็นคนวัยเกษียณ และชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ย่อมไม่มีรายได้สูงในระดับที่ต้องเสียภาษี ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้
รัฐบาลจึงควรเพิ่มมาตรการ อื่นๆที่ส่งเสริมให้คนไทยลดค่าไฟฟ้าได้ เช่น สนับสนุนให้ธนาคารปล่อยเงินกู้สำหรับติดตั้งโซลาร์และหักค่าผ่อนจากค่าไฟที่ลดลง หรือลดราคาอุปกรณ์โซลาร์ และแบตเตอรี่ ให้เลยแทนที่รอไปหักลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นการอำนวยโอกาสให้ประชาชนสามารถลดค่าไฟได้จริง
ยิ่งกว่านั้นการส่งเสริมการติดโซลาร์บนหลังคามากๆ ซึ่งเป็นการผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง ย่อมมีราคาถูกกว่าเพื่อช่วยลดรายจ่ายยามวิกฤติได้ เพราะพลังงานจากแสงแดดเป็นเชื้อเพลิงฟรี นอกจากนี้จะได้พลังงานสะอาดราคาถูก สามารถช่วยลดพีคของอุณหภูมิโลกได้ หากประชาชนติดตั้งมากๆ สามารถลดความต้องการใช้ก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย
ถ้ารัฐบาลมีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากหลังคาชาวบ้าน ก็จะเป็นการช่วยกระจายรายได้ให้ประชาชนในยามวิกฤติสงครามอีกทางหนึ่ง ไม่ใช่คิดแต่จะรับซื้อจากผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น
ที่สำคัญที่สุดคือ การส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์บนหลังคาให้มากๆ การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทนพลังงานฟอสซิลที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของการก่อสงครามของมหาอำนาจ เป็นพลังงานที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้
ถ้ารัฐบาลเปลี่ยนทิศทางมาสู่พลังงานที่พึ่งตัวเองมากขึ้น จะตอบโจทย์เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ซึ่งอาจช่วยให้ประเทศไทยเข้าถึงเป้าหมายได้ก่อนปี พ.ศ 2593 (2050) ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ก็ได้ ถ้ารัฐบาลใช้วิกฤติครั้งนี้ให้เป็นโอกาสด้วยความจริงใจต่อบ้านเมืองและประชาชน


