"ธนกร" เผย กระทรวงอุตฯ จับมือภาคเอกชน รับมือสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง งัดมาตรการเร่งด่วน"ปรับปรุงกระบวนการผลิต-ลดต้นทุน-สนับสนุนแหล่งเงินทุน-สิทธิประโยชน์" ช่วยผู้ประกอบการ ควบคู่กับแผนระยะกลางและยาว "เพิ่มประสิทธิภาพใช้พลังงาน-ลดพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า-เสริมความยืดหยุ่นภาคการผลิต"
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคน้ำมันทั้งโลกต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลหากสงครามยังคงยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค.2569) ซึ่งส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้า และค่าระวางเรือประมาณร้อยละ 50–140
กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานพบว่า อุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/ กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น รวมถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในแง่ของวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมเหล่านี้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่สูงมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อัญมณีและเครื่องประดับ ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและยานยนต์ คาดว่าในระยะต้นอาจยังไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมภาคอุตสาหกรรมไทย ยังอยู่ในระดับที่สามารถติดตามและบริหารจัดการความเสี่ยงได้ แต่ยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดหากความขัดแย้งยืดเยื้อ
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ดังกล่าวยังมีอุตสาหกรรมบางประเภทที่ได้รับอานิสงส์เชิงบวก ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นในภาวะสงคราม ซึ่งไทยมีศักยภาพด้านวัตถุดิบและการผลิตอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ Hybrid จากแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและเพิ่มสูงขึ้น สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศอาจมีโอกาสด้านการส่งออกเพิ่มขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมยางพาราและผลิตภัณฑ์ยาง มีความต้องการยางธรรมชาติทดแทนยางสังเคราะห์ และอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษ จากต้นทุนปิโตรเคมีที่สูงขึ้นทำให้มีแนวโน้มการใช้บรรจุภัณฑ์กระดาษทดแทนพลาสติก
จากการรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการต่อภาครัฐพบว่า มี 2 ประเด็นสำคัญ (1) การบริหารจัดการความเสี่ยงและวัตถุดิบ เช่น การจัดหาแหล่งวัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตสำรอง โดยเฉพาะพลังงานจากตะวันออกกลาง การกระจายตลาดส่งออก และการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ไม่ปกติ และ (2) การปรับตัวและพัฒนาธุรกิจ เช่น การลดต้นทุนการผลิตการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาสินค้าด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมการใช้วัตถุดิบและสินค้า ภายในประเทศ
กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ (2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์มทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ(Soft Loan) และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน
สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิ เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้าง อุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วน และระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ลดต้นทุนการผลิต สนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัว และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้” นายธนกร กล่าว


