สว.ลงพื้นที่อุบลฯ ดันงานวิจัยมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง ชูแนวคิด “จากหิ้งสู่ห้าง” เชื่อมเอกชนต่อยอดนวัตกรรม
ศึกษาพลังงานสะอาดเขื่อนสิรินธร พร้อมจับตาเทคโนโลยีใหม่ SMR รองรับอนาคตพลังงานไทย
วันนี้(6 มี.ค.) คณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อน และติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ในคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา นำโดย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง พร้อมด้วย นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะอนุกรรมการฯ และรศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา ลงพื้นที่ศึกษาดูงานระหว่างวันที่ 4–5 มีนาคม ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับแนวทางเชื่อมโยงฐานข้อมูลงานวิจัยและผลงานวิชาการไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งด้านเศรษฐกิจชุมชน การเกษตร อุตสาหกรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการฯ ยังได้เดินทางไปศึกษาดูงานด้านพลังงานที่เขื่อนสิรินธร ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อรับฟังความก้าวหน้าในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยเฉพาะโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ รวมถึงแนวทางพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่
.
นายบุญส่ง กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการเชื่อมโยงกลไกฝ่ายนิติบัญญัติกับภาควิชาการ เพื่อนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์จริงในการพัฒนาพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
ด้านนายชิบ จิตนิยม ระบุว่า มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมีผลงานวิจัยที่โดดเด่นจำนวนมาก โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เทคโนโลยีการฉีดยา รวมถึง “เตียงอเนกประสงค์ UBU” สำหรับผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการดูแลผู้ป่วยและลดภาระของผู้ดูแล
อย่างไรก็ตาม แม้งานวิจัยหลายชิ้นจะได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว แต่ยังไม่สามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เนื่องจากยังขาดการรับรู้จากภาคผู้ผลิตและผู้ประกอบการ รวมถึงข้อจำกัดด้านต้นทุน
ดังนั้น จึงมีแนวคิดจัดกิจกรรม “จากหิ้งสู่ห้าง” เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ตลาด เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดนวัตกรรมสู่การผลิตจริง โดยคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
ขณะเดียวกัน การศึกษาดูงานที่เขื่อนสิรินธรยังสะท้อนความก้าวหน้าของ กฟผ. ในการพัฒนาพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังน้ำ รวมถึงการศึกษาเทคโนโลยีพลังงานใหม่อย่าง SMR หรือเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กสำหรับผลิตไฟฟ้า
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า การบูรณาการงานวิจัยกับภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม จะช่วยผลักดันนโยบายด้านนวัตกรรมและพลังงานของประเทศ พร้อมรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต


