ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ อากงใจบุญ “จุน วนวิทย์” ผู้ก่อตั้งอาณาจักรพัดลม "ฮาตาริ" แบบอย่างของ "ผู้ให้" ที่แท้จริง
ก่อนอื่นต้องขอแสดงความอาลัย และเสียใจต่อครอบครัว “วนวิทย์” สำหรับการจากไปของ "อากงจุน" หรือ นายจุน วนวิทย์ ผู้ก่อตั้งอาณาจักรพัดลม “Hatari” ที่เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 สิริอายุ 89 ปี
"อากงจุน" เป็นผู้ก่อตั้ง และประธานกรรมการกลุ่ม บริษัท ฮาตาริ อิเลคทริค จำกัด เจ้าของแบรนด์พัดลมไทย "ฮาตาริ" ที่รู้จักกันดี ซึ่งเคยเป็นข่าวโด่งดัง หลังจากมูลนิธิรามาธิบดี ได้เผยแพร่ภาพของ "อากงจุน" และครอบครัว บริจาคเงินจำนวน 900 ล้านบาท ให้กับทางมูลนิธิฯเพื่อใช้ในกิจการโรงพยาบาล และที่เกี่ยวข้องเมื่อปี 2565
ว่ากันว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา “อากงจุน” ไม่ได้บริจาคเพียงครั้งเดียว แต่บริจาคให้การกุศลมาเรื่อยๆ รวมแล้วกว่า 2,000 ล้านบาท โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องการผลตอบแทน หรือชื่อเสียงใดๆ
เรียกว่า“ทำดี”โดยไม่ต้องป่าวประกาศ
ปกติมหาเศรษฐี เวลาบริจาคต้องมีงานแถลงข่าวใหญ่โต แต่ “อากงจุน” มักจะทำแบบ "เงียบที่สุด" จนกระทั่งทางรามาฯ ออกมาเผยแพร่ภาพเพื่อขอบคุณ สังคมถึงได้รู้ว่าอากงจุน คือผู้บริจาค
เบื้องหลังปรัชญาชีวิตความเป็นเศรษฐีใจบุญของ “อากงจุน” นั้นเพราะคิดว่าตัวเองไม่อยากยึดติดกับอะไร หากวาระสุดท้ายแห่งชีวิตมาถึง จะได้จากไปอย่างสบาย เลยเอาเงินส่วนตัวมาบริจาค คืนให้สังคม ช่วยเหลือประชาชน
“จุน วนวิทย์” เริ่มต้นวัยเด็กที่ต้องดิ้นรนสู้ชีวิต ไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนหนังสือในระดับสูง ทำให้จบการศึกษาแค่ ป.2 แต่ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ พยายามขวนขวายแสวงหาความรู้อยู่เป็นนิจ จึงสามารถตั้งตัวได้
อาชีพแรก เมื่อ 60 ปีที่แล้ว หรือในวัย17 ปีของ “อากงจุน” คือ ขับแท็กซี่ แล้วไปเป็นลูกจ้างร้านทอง เป็นช่างทำโมล ทำของเล่น และอะไหล่พัดลม เรียกว่ามี "พรสวรรค์" ในด้านช่าง หาตัวจับยาก
ก่อนจะตัดสินใจทำพัดลมทั้งตัว เมื่อปี 2528 โดยเริ่มต้น ในแบรนด์ที่ชื่อ " k " และ "Tory" ตามลำดับ
ต่อมาเมื่ออายุ 52 ปี จึงได้ผลิตพัดลมในชื่อยี่ห้อ “ฮาตาริ” ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก และหลังจากนั้น ฮาตาริ ก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ขายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ สามารถทำยอดขายได้ปีละหลายพันล้านบาท
ว่ากันว่า ปัจจุบันในบ้านเรา “ฮาตาริ” มีส่วนแบ่งตลาดพัดลมกว่า 80%
ความสำเร็จดังกล่าวนี้ “อากงจุน” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่วุฒิการศึกษา แต่อยู่ที่ "ฝีมือ" และ "ความเพียร"
คนในครอบครัว “อากงจุน” จะทราบดีว่า ชีวิตที่ผ่านมาของ อากงจุน ชายสูงอายุผู้นี้ เป็นคนที่ทำงานอย่างมุ่งมั่น ใช้ชีวิต สมถะ ประหยัด และเรียบง่าย เสมอต้นเสมอปลาย
แม้จะมีฐานะร่ำรวย แต่ของแพงที่สุด คือนาฬิกาข้อมือ ราคา 2,000 บาท ไม่เคยใส่ Brand Name ไม่มีรถสปอร์ต ไม่มีเรือยอชต์ หรือเครื่องบินส่วนตัว
เชื่อว่า แม้วันนี้ “อากงจุน” จะจากไปแต่ชื่อของ “จุน วนวิทย์”จะถูกจารึกไว้ในฐานะ “มหาเศรษฐีใจบุญ” ของสังคม ตำนานเศรษฐีใจบุญ แบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้เดินตาม ว่าชีวิตที่คุ้มค่า คือชีวิตที่อยู่เพื่อผู้อื่น จนวินาทีสุดท้าย
++ สส.ใหม่รายงานตัวคึกคัก “โสภณ ซารัมย์” เขิน ถูกเรียกท่านประธานฯ
หลัง กกต.ประกาศรับรอง สส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เมื่อวันก่อน ทำให้เมื่อวานนี้ (5 มี.ค.) ที่สำนักงานกกต. คึกคักเป็นพิเศษ เพราะมี สส.ใหม่ไปรับใบรับรองกันเป็นจำนวนมาก
ในจำนวนนี้ ก็มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและคณะ ที่ปรากฏภาพไวรัล เมื่อ “อนุทิน” ได้รับหนังสือรับรองแล้ว ก็เอาหนังสือรับรองนั้น เคาะที่หัวตัวเอง 3 ครั้ง เหมือนเป็นการบอกว่าได้เป็น สส.เต็มตัวซะที
ซึ่งเรื่องนี้ “อนุทิน” บอกว่า ตำแหน่งผู้แทนราษฎร ถือว่ามีเกียรติมาก ดีใจที่ได้เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ต่อไปนี้ก็ต้องทำงานให้คุ้มค่ากับความไว้วางใจ ที่ประชาชนมอบให้
อีกคนที่ได้รับความสนใจ ก็คือ “น้องพลอย” ณัฐธิดา เล็กอุดากร สส.บุรีรัมย์ วัย 25 ปี มีศักดิ์เป็น “หลานครูใหญ่เนวิน” และเป็น สส. อายุน้อยที่สุดของสภาชุดนี้
“น้องพลอย” บอกว่า ไม่รู้สึกกดดันอะไรที่ถูกมองว่าเป็น “หลานเนวิน” เพราะเริ่มชิน หลังมีข่าวออกมาสักพักหนึ่ง ก็เริ่มปรับตัวได้แล้ว
นอกจากนี้ ยังมี “หมอวรงค์” นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ที่ได้หวนกลับสู่สภาฯ ในรอบ 12 ปี ซึ่ง “หมอวรงค์” บอกว่าต้องเจียมเนื้อเจียมตัว เพราะพรรคไทยภักดี มีสส.เข้ามาแค่เสียงเดียว
ส่วนจะเป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลนั้น จะประกาศจุดยื่นให้ได้รับทราบกัน ในวันที่10 มี.ค.นี้ ที่จะเข้าไปรายงานตัวต่อ สภาฯ
สำหรับ “พรรคส้ม” ไม่รู้กำลังอยู่ในอารมณ์ไหน เพราะที่ผ่านมา นอกจากจะประท้วงการจัดการเลือกตั้งของ กกต. จี้ให้มีการนับคะแนนใหม่ เรียกร้องให้เลือกตั้งเป็น “โมฆะ” แต่เมื่อกกต.ประกาศรับรอง สส. คงจะเหนียมเวลาเจอสื่อฯ จึงเลือกใช้วิธีมอบอำนาจ ส่งตัวแทน มารับใบรับรองการเป็น สส.แทน
ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย หลังไปรับใบรับรองการเป็น สส.ในช่วงเช้าที่ กกต.แล้ว ในช่วงบ่าย ก็ยกขบวนกันไปรายงานตัวที่สภาฯ
ทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค “ไชยชนก ชิดชอบ” สส.บุรีรัมย์ เลขาธิการพรรคฯ “ชาดา ไทยเศรษฐ์” สส.อุทัยธานี “สันติ พร้อมพัฒน์” สส. บัญชีรายชื่อ “วราวุธ ศิลปอาชา” สส.บัญชีรายชื่อ แต่ละคนมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายกันเอง และทักทายสื่อมวลชน อย่างอารมณ์ดี
ขณะที่ “โสภณ ซารัมย์” สส.บุรีรัมย์ ที่มีชื่อเป็นแคนดิเดตประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้จะปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ แต่เมื่อถูกสื่อเรียกว่า “ท่านประธาน..ท่านประธานฯ ” ทาง “โสภณ” ก็ได้แต่ยิ้มรับและตอบอย่างเขินๆ ว่า “รอให้เขาเลือกก่อน”
หลังรายงานตัวต่อสภาฯแล้ว โปรแกรมต่อไป วันที่ 8-9 มี.ค.นี้ ก็จะมีการปฐมนิเทศ สส.ใหม่ ของพรรคภูมิใจไทย โดย “ครูใหญ่เนวิน” จะให้โอวาท ที่จ.บุรีรัมย์
ว่ากันว่า การจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วยพรรคใดบ้าง “กล้าธรรม” จะได้ร่วมรัฐบาลหรือไม่ น่าจะมีความชัดเจนหลังการประชุมพรรคครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็พอจะเห็นภาพแล้วว่า “สีน้ำเงิน” คุม “ฝ่ายนิติบัญญัติ” ทั้งสภาสูง สภาล่าง สามารถออกกฎหมายได้ตามที่ต้องการ ... คุม “ฝ่ายบริหาร” ด้วยการเป็นรัฐบาลที่มีจำนวนเสียงสนับสนุนอย่างมั่นคง สามารถผลักดันโครงการต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาลได้
แถมยังแผ่บารมีไปถึง “องค์กรอิสระ” ต่างๆ ที่ออกแบบมาให้เป็นกลไกตรวจสอบ “ถ่วงดุล”... จึงค่อนข้างเบาใจได้ เมื่อคนของรัฐบาลเจอเรื่องร้องเรียน
ต้องติดตามกันต่อไปว่า การยึดกุมองค์ประกอบต่างๆเหล่านี้ไว้ในมือ จะช่วยให้ “การเมือง” เดินหน้าไปอย่างราบรื่น หรือไม่ เพียงใด หรือจะกลายเป็น “แรงสะท้อนกลับ” จนทำให้รัฐบาลอายุไม่ยืนยาว


